Summary
สนามสีน้ำเงินในโรงเรียนมัธยมขนาดกลางของอำเภอชายแดนริมแม่น้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี ที่อยู่ห่างตัวเมืองราว 100 กิโลเมตรที่เด็กๆ กำลังวิ่งไล่ลูกฟุตบอลด้วยรอยยิ้มนี้ คือสนามฟุตบอลหญ้าเทียมมาตรฐานลำดับที่ 100 ในโครงการ “100 สนามฟุตบอล สร้างพลังเยาวชนไทย” ที่เป็น ‘เพลย์กราวด์’ ชีวิต…สอนทั้งเรื่องวินัย ความรับผิดชอบ การเคารพกฎกติกา การทำงานเป็นทีม การรู้แพ้ให้เป็น และการชนะอย่างถ่อมตัวให้กับเด็กที่นั่น
ภาพโดย Expert Kit
จากสนามดินแข็งที่เต็มไปด้วยก้อนหิน สู่สนามฟุตบอลหญ้าเทียมมาตรฐานสากลแห่งที่ 100 ของโครงการ “100 สนามฟุตบอล สร้างพลังเยาวชนไทย” ณ โรงเรียนพังเคนพิทยา อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี สนามแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนข้อจำกัดให้กลายเป็นโอกาส และเปิดทางให้เยาวชนกล้าฝัน กล้าลงมือทำ และเติบโตไปพร้อมกับชุมชน ผ่านมุมมองของ “โค้ชเลอ” ครูและโค้ชฟุตบอลประจำโรงเรียน

ภาพโดย Expert Kit
บาดแผลบนผืนดินแข็ง
และของขวัญที่รอคอย
ทุกเย็นหลังเลิกเรียน เสียงนกหวีดของโค้ชดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มต้นการฝึกซ้อม
เด็กๆ หลายสิบคนกระจายตัวเต็มสนามฟุตบอลหญ้าเทียมสีน้ำเงิน ต่างวิ่งไล่ลูกฟุตบอลอย่างสุดกำลัง บางคนพุ่งตัวเข้าสกัด บางคนล้มกลิ้งไปกับพื้น ก่อนจะรีบลุกขึ้นวิ่งต่อราวกับการล้มเป็นเพียงจังหวะหนึ่งของเกม
ริมสนาม ผู้ปกครองยืนมองลูกหลานฝึกซ้อมด้วยรอยยิ้ม ขณะที่เด็กจากชุมชนใกล้เคียงนั่งรอคิวลงสนามหลังพี่ๆ ซ้อมเสร็จ เสียงเชียร์ เสียงหัวเราะ และเสียงลูกฟุตบอลกระทบสตั๊ดดังสลับกันไป ทำให้บรรยากาศยามเย็นของโรงเรียนพังเคนพิทยาเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ภาพและเสียงเช่นนี้ที่นี่…เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน
ขอบคุณภาพจากโค้ชเลอ รร.พังเคนพิทยา จ.อุบลฯ
หากย้อนเวลากลับไปเพียงไม่กี่ปีก่อน ตอนที่ยังไม่มีสนามฟุตบอลหญ้าเทียม เด็กๆ ต้องใช้สนามหญ้าของโรงเรียนตามที่มีกับทุกกิจกรรม ตั้งแต่การเข้าแถวเคารพธงชาติในยามเช้า คาบเรียนพละศึกษาในช่วงกลางวัน ไปจนถึงการฝึกซ้อมฟุตบอลหลังเลิกเรียน
สนามหญ้าที่ซ่อนพื้นดินแข็งและเศษหินไว้เบื้องล่าง ฤดูฝนแปรสภาพเป็นโคลนเหนียวหนืด ส่วนฤดูแล้งเต็มไปด้วยฝุ่นฟุ้ง ทุกจังหวะวิ่ง ทุกครั้งที่เข้าสกัด หรือแม้แต่การล้มลงบนพื้น ล้วนมาพร้อมความเสี่ยงที่จะได้บาดแผลติดตัวกลับบ้าน
โค้ชเลอ – เลอโค้ช ภูมิจักร ครูพละศึกษาและผู้ฝึกสอนฟุตบอลประจำโรงเรียน ยังจำภาพเหล่านั้นได้ชัด
“ด้วยความที่สนามเราไม่ดี เด็กๆ ซ้อมไปเหมือนซ้อมอยู่บนความเสี่ยงและมีความระแวงอยู่ตลอดเวลา เวลาผมจะซ้อมระบบทีมหรือลงทีมแข่งกัน เด็กๆ จะไม่กล้าเล่นแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่กล้าใส่เต็มที่ เพราะทุกคนรู้ดีว่าถ้าล้มมาเมื่อไหร่ได้แผลแน่นอน และไม่มีใครรู้เลยว่าวันไหนที่วิ่งๆ ไปแล้วขาจะพลิกบ้าง”

ขอบคุณภาพจากโค้ชเลอ รร.พังเคนพิทยา จ.อุบลฯ
“สิ่งที่เกิดขึ้นมันเจ็บปวด
ตรงที่เราเห็นศักยภาพของเขา
แต่ความสามารถของเยาวชนกลุ่มนี้
กลับโดนจำกัดด้วยสิ่งที่พวกเขา
ไม่ได้เลือก… นั่นคือสภาพของสนาม”
ขอบคุณภาพจากโค้ชเลอ รร.พังเคนพิทยา จ.อุบลฯ
หลังจากเฝ้ามองเด็กๆ ฝึกซ้อมบนสนามหญ้าดินแข็งมานานหลายปี โค้ชเลอและโรงเรียนพังเคนพิทยาได้เขียนถึงโครงการฯ เพื่อขอพิจารณารับการสนับสนุนสนามฟุตบอลหญ้าเทียมจากกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2564
แต่ชื่อของโรงเรียนไม่ปรากฏอยู่ในรายชื่อที่ได้รับการคัดเลือก
ปีถัดมา โรงเรียนลองอีกครั้ง… และผลก็ยังเหมือนเดิม
ทุกครั้งที่มีการประกาศผล เด็กนักเรียนนักฟุตบอลจะเดินเข้ามาหาโค้ชพร้อมคำถามประโยคคำถามเดิม
“ปีนี้เราไม่ได้อีกแล้วใช่ไหมครู”
เมื่อได้รับคำตอบ เด็กๆ ก็เพียงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหยิบลูกฟุตบอลแล้วกลับไปฝึกซ้อมบนสนามดินผืนเดิม
ขอบคุณภาพจากโค้ชเลอ รร.พังเคนพิทยา จ.อุบลฯ
จนกระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างที่โค้ชเลอกำลังสอนตามปกติ โทรศัพท์ก็ดังขึ้น มีเพื่อนโทร.มาบอกให้รีบเปิดดูที่หน้าเพจของคิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู และพบว่า โรงเรียนพังเคนพิทยา ได้รับคัดเลือกให้เป็นพื้นที่สร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียม เป็นสนามในลำดับที่ 100 ในโครงการ “100 สนามฟุตบอล สร้างพลังเยาวชนไทย” ที่ใช้เวลาสนับสนุนความฝันของเด็กเยาวชนไทยทั่วประเทศทุกปีผ่านกีฬา…ต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 10 ปีจึงสร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียมมาตรฐานได้ครบจำนวน 100 สนามกระจายไปทั่วตามที่โครงการดำริไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทุรกันดารหรือพื้นที่ขาดแคลนโอกาส เพื่อให้เป็นพื้นที่สร้างคน สร้างโอกาส ขับเคลื่อนชุมชนอย่างยั่งยืน

ขอบคุณภาพจากโค้ชเลอ รร.พังเคนพิทยา จ.อุบลฯ
“ตอนนั้นผมกระโดดโลดเต้นดีใจ ร้องลั่นโรงเรียน วิ่งไปกอดพวกเด็กนักบอล บรรยากาศชุลมุนมาก ทั้งครูทั้งเด็กต่างวิ่งเข้าหากันร้องเฮลั่น ครูบางท่านถึงกับร้องไห้ออกมา เพราะเขาดีใจกับผม ดีใจกับน้องๆ นักเรียน เพราะเขาเห็นมาตลอดว่าเราพยายามกันแค่ไหน วันนั้นมันมีทั้งรอยยิ้มและน้ำตาครับ”
เสียงเฮที่ดังก้องไปทั่วโรงเรียนในวันนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะโรงเรียนได้รับสนามฟุตบอลแห่งใหม่ แต่เพราะความพยายามที่ยืนหยัดมาตลอดหลายปี ได้รับคำตอบในที่สุด
Suggestion
เพลย์กราวด์มีชีวิต
กับพลังดึงดูดที่เปลี่ยนโฉมโรงเรียน
“มันไม่ใช่แค่สนามฟุตบอล แต่เป็นพื้นที่ของโอกาสกับความฝัน”
สนามสีน้ำเงินที่เด็กๆ กำลังวิ่งไล่ลูกฟุตบอลด้วยรอยยิ้มในวันนี้ คือสนามฟุตบอลหญ้าเทียมภายใต้โครงการ “100 สนามฟุตบอล สร้างพลังเยาวชนไทย” ของ คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย ซึ่งส่งมอบสู่โรงเรียนพังเคนพิทยา โรงเรียนมัธยมขนาดกลางในอำเภอชายแดนริมแม่น้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี ที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองราว 100 กิโลเมตร ระยะทางซึ่งเคยเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการเข้าถึงสนามกีฬามาตรฐานของเด็กๆ ในพื้นที่

ภาพจากโค้ชเลอ รร.พังเคนพิทยา อุบลฯ และภาพโดย Expert Kit
และเมื่อสนามแห่งนี้เกิดขึ้น จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ ขยายผลไปทั้งโรงเรียนและชุมชน
หลังจากสนามเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นจากราว 600 คนในปีการศึกษาที่ผ่านมา เป็นกว่า 700 คนในปัจจุบัน
โค้ชเลอเล่าถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า
“ยอดเด็กนักเรียนเพิ่มขึ้นชัดเจนครับ พอไปสอบถามเด็กๆ หลายคนในพื้นที่และละแวกใกล้เคียงคือเขาอยากที่จะมาเล่นฟุตบอล อยากมาใช้สนาม หลักๆ คือเหตุผลตรงนี้เลยครับ”
ไม่เพียงแต่ตัวเลขนักเรียนรวมเท่านั้น แต่จำนวนของเยาวชนที่หันมาสนใจเกมลูกหนังในโรงเรียนก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จากเดิมในอดีตที่ทุกรุ่นอายุตั้งแต่ U-14, U-16 ไปจนถึง U-18 มีนักกีฬารวมกันเพียง 20 – 30 คน ทว่าในปัจจุบันหลังจากมีสนามหญ้าเทียมใหม่ ตัวเลขพุ่งสูงถึง 60 คนอย่างรวดเร็ว โค้ชเลออธิบายเพิ่มเติมว่า
“สิ่งที่เห็นของความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนคือเด็กกล้าเล่นมากขึ้น เด็กมีความมั่นใจมากขึ้น วิธีการเล่นชัดเจนขึ้น ทุกอย่างดีขึ้นครับ”
ขอบคุณภาพจากโค้ชเลอ รร.พังเคนพิทยา จ.อุบลฯ
สนามที่สอนมากกว่าฟุตบอล
ในแต่ละวันที่สนามสีน้ำเงิน เมื่อพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า เสียงนกหวีดหมดเวลาฝึกซ้อมดังขึ้น เด็กหลายคนยังไม่รีบกลับบ้าน บางคนช่วยกันเก็บลูกฟุตบอลและอุปกรณ์ฝึกซ้อม บางคนกวาดเก็บเศษขยะรอบสนาม ขณะที่รุ่นพี่บางคนช่วยสอนรุ่นน้อง
นอกจากเป็นพื้นที่สำหรับการฝึกฝนกีฬา โค้ชเลอมองว่า นี่เป็นเพลย์กราวด์ซึ่งซ่อนบทเรียนชีวิตสำหรับเด็กๆ ไว้ในทุกตารางนิ้ว
“ผมว่าสนามนี้มันสอนเรื่องวินัย ความรับผิดชอบ การเคารพกฎกติกา การทำงานเป็นทีม การรู้แพ้ให้เป็น และการชนะอย่างถ่อมตัว สิ่งเหล่านี้คือทักษะชีวิตที่จะติดตัวเด็กไปตลอด ไม่ว่าในวันข้างหน้าพวกเขาจะเลือกไปประกอบอาชีพอะไร หรือเดินทางไหนต่อก็ตาม”
เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การดูแลสมบัติส่วนรวมชิ้นนี้ โรงเรียนพังเคนพิทยาจึงจัดตั้งชุมนุมบริหารจัดการสนามฟุตบอลขึ้น โดยให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การดูแล ไปจนถึงการจัดการระบบรายรับ-รายจ่าย
ขอบคุณภาพจากโค้ชเลอ รร.พังเคนพิทยา จ.อุบลฯ
“ผมไม่อยากให้คำว่าระดับโลกมาจำกัดความคิดว่าบางคนไม่กล้าเข้ามาเล่น และผมอยากให้สนามนี้เป็นเหมือนโรงเรียนชีวิตของเขาอีกที่หนึ่ง”
โค้ชเลออธิบายว่า รายได้จากการใช้สนามจะถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 10% สำหรับค่าสาธารณูปโภคของโรงเรียน 20% สำหรับค่าดำเนินงาน 20% เป็นค่าตอบแทนให้เด็กที่มาช่วยดูแลสนาม และอีก 50% เก็บไว้เป็นกองทุนซ่อมบำรุงในอนาคต
ยามเย็นของโรงเรียนพังเคนพิทยาในวันนี้ ไม่ได้เงียบเหงาอีกต่อไป ด้วยมีผู้คน ทั้งเด็ก เยาวชน ชุมชน หน่วยงานราชการ ไปจนถึงเอกชนต่างๆ ที่หมุนเวียนเข้ามาใช้งานสนาม ทำให้บรรยากาศโรงเรียนดูมีชีวิตชีวามากขึ้น และกลายเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ตลอดจนผู้คนจากชุมชนรอบข้าง รวมทั้งจากต่างอำเภอและจังหวัดใกล้เคียงให้เข้ามาใกล้กันมากขึ้น
ขอบคุณภาพจากโค้ชเลอ รร.พังเคนพิทยา จ.อุบลฯ
ผืนหญ้าที่ความฝันและโอกาสงอกงาม
“เด็กทุกคนมีความฝัน แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีพื้นที่ให้วิ่งตามความฝัน สนามนี้มันไม่ได้สร้างแค่ตัวนักฟุตบอล แต่มันสร้างโอกาสให้เขาเชื่อว่า ความฝันของเขามันเป็นไปได้จริง”
ก้าวต่อไปของโรงเรียนพังเคนพิทยา คือการผลักดันให้สนามหญ้าเทียมมาตรฐานสากลนี้เป็นศูนย์กลางการฝึกซ้อมและแข่งขันฟุตบอลของพื้นที่ พร้อมต่อยอดการพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา เด็กๆ เคยสร้างชื่อเสียงในการแข่งขันระดับจังหวัด และบางคนยังได้ก้าวต่อบนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ วันนี้ เมื่อมีสนามใหม่เพิ่มขึ้นมา ความฝันที่จะพาทีมโรงเรียนพังเคนพิทยาก้าวสู่เวทีที่ใหญ่กว่าเดิม ก็ค่อยๆ เข้าใกล้ความจริงมากขึ้น

ขอบคุณภาพจากโค้ชเลอ รร.พังเคนพิทยา จ.อุบลฯ
ขณะเดียวกัน สนามแห่งนี้ยังกลายเป็นพื้นที่ที่หล่อหลอมการเติบโตของเด็กๆ ในอีกหลายบทบาท ทั้งการเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่อส่วนรวม การทำงานร่วมกับผู้อื่น การดูแลทรัพย์สินของโรงเรียน การเป็นพี่คอยส่งต่อความรู้ให้รุ่นน้อง ตลอดจนการค้นพบความฝันและความเชื่อมั่นในตัวเอง
สนามฟุตบอลหญ้าเทียมแห่งที่ 100 อาจเป็นหมุดหมายสุดท้ายของโครงการ “100 สนามฟุตบอล สร้างพลังเยาวชนไทย” แต่สำหรับโรงเรียนพังเคนพิทยา นี่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของพื้นที่แห่งโอกาส ที่เด็กแต่ละคนจะได้เติบโตในแบบของตัวเอง
สนามที่ทำให้เด็กคนหนึ่ง
กล้าพูดถึงความฝัน
ย้อนกลับไปในวันแรกของการก้าวเข้าสู่รั้วมัธยมศึกษาปีที่ 1
ภาพของ “อาร์ม” นัทวุตร์ สุพรรณนนท์
ในสายตาของคนรอบข้าง คือเด็กชายตัวเล็ก
รูปร่างผอมบาง ที่พกพาเอาความขี้อายและแววตา
ที่ขาดความมั่นใจติดตัวมาด้วยเสมอ
แต่ลึกลงไปภายใต้ท่าทีเงียบขรึมนั้น
มีเปลวไฟดวงเล็กๆ ซ่อนอยู่
วันหนึ่งเด็กชายรวบรวมความกล้า
เดินเข้าไปหาโค้ชประจำโรงเรียนเพื่อเอ่ยประโยคสั้นๆ ว่า
“ผมอยากเตะฟุตบอลครับ”
ขอบคุณภาพจากโค้ชเลอ รร.พังเคนพิทยา จ.อุบลฯ
ในเวลานั้น ทักษะลูกหนังของเขาเท่ากับ “ศูนย์”
สิ่งเดียวที่อาร์มทำได้คือการก้มหน้าก้มตาฝึกฝน
วิ่งฝ่าฝุ่นดินแข็งและเศษหินของสนามเก่า
วันแล้ววันเล่า จนค่อยๆ พัฒนาตัวเองขึ้นมา
ตลอดหลายปี ฟุตบอลไม่ได้เปลี่ยนเพียงทักษะการเล่นของอาร์ม
หากยังหล่อหลอมให้เขาเติบโต มีความเป็นผู้นำ
เด่นชัดจนได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่หัวหน้า
และการสวมปลอกแขนกัปตันทีมรุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี
ขอบคุณภาพจากโค้ชเลอ รร.พังเคนพิทยา จ.อุบลฯ
การมาถึงของสนามฟุตบอลหญ้าเทียม ยิ่งทำให้การฝึกซ้อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เด็กๆ รวมทั้งอาร์ม ไม่ต้องกังวลกับพื้นสนามที่แข็งหรือเต็มไปด้วยก้อนหินเหมือนที่ผ่านมา และสามารถทุ่มเทกับการพัฒนาฝีเท้าได้อย่างเต็มที่
ในครั้งหนึ่งกับคำถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” คำตอบจากเด็กชายขี้อายอาจเป็นเพียงความเงียบ
แต่วันนี้ คำถามเดิมกลับได้รับคำตอบที่หนักแน่นจากเด็กหนุ่มชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ว่า
“ผมอยากเป็นครูพละครับ และผมอยากได้โควตานักกีฬาฟุตบอล”
จากวันที่ยังมองไม่เห็นภาพของอนาคต สู่วันที่กล้าบอกความฝันของตัวเองอย่างมั่นใจ เรื่องราวของอาร์มสะท้อนให้เห็นว่า บางครั้งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญไม่ได้เริ่มต้นจากพรสวรรค์ หากแต่เริ่มต้นจากการมี “พื้นที่” ที่เปิดโอกาสให้เด็กคนหนึ่งได้เรียนรู้ ได้ลงมือทำ และได้ค้นพบศักยภาพของตัวเอง

ภาพโดย Expert Kit