Passion

Let’s talk with พสิษฐ์ รัตน์จารุพงศ์
เบื้องหลังการเติบโตที่งดงามของ Kiss Me Doll

วรากร เพชรเยียน 18 Feb 2026
Views: 506

Summary

คุยกับผู้บริหารแบรนด์ Kiss Me Doll “พลังคนไทย” ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ผ้าพันคอที่ให้ความอบอุ่นและสร้างความทรงจำที่ดีให้กับใครหลายคน กับการเติบโตและความสนุกของการทำแบรนด์ผ้าพันคอที่เดินทางมาอย่างงดงามตลอดกว่า 20 ปี เรื่องราวของเขาอินสไปร์เราได้ไม่น้อยเลย…

ความสุขของคุณพสิษฐ์คืออะไร?

“อันนี้ตอบยากนะ ถ้าตอบแบบประดิษฐ์จะเร็วมากเลย มันเป็นคำถามที่ง่ายแต่ให้ตอบจริงๆ ยากเหมือนกัน” 

คุณพสิษฐ์ รัตน์จารุพงศ์ ผู้บริหารแบรนด์ Kiss Me Doll พยายามคิดอย่างหนักเป็นสัญญาณว่าเมื่อถึงเวลาที่ถามคำถามนี้อีกครั้ง เราจะได้คำตอบที่ถูกคัดกรองจากความรู้สึกอย่างแท้จริง เราจึงละคำถามข้อนี้ไว้ก่อน แล้วเก็บไว้กลับมาถามอีกครั้ง…เป็นคำถามสุดท้าย

Kiss Me Doll แบรนด์ผ้าพันคอที่โด่งดัง อยู่ในความทรงจำและเผลอๆ อยู่ในตู้เสื้อผ้าของใครหลายคนนี้คือแบรนด์ลูกรักที่คุณพสิษฐ์บรรจงปั้นมากว่ายี่สิบปี โดยมีตุ๊กตาโครเชต์เป็นจุดเริ่มต้น เปิดเส้นทางให้ Kiss Me Doll 

“เรารู้สึกว่าไม่อยากทำธุรกิจของครอบครัว อยากทำอะไรที่เริ่มจากตัวเอง ตอนนั้นก็มีโอกาสได้ทำตุ๊กตาโครเชต์ส่งออก เราสนุกมาก เล่นสี จับคู่สีเอง แต่ด้วยความเป็นงานแฮนด์เมด พอเจอกับเรื่องปริมาณสั่งซื้อจากผู้ซื้อซึ่งดีแต่เราก็สู้ไม่ไหว ซึ่งเป็น Pain Point ที่แก้ไม่ได้จริงๆ เราเลยลองมองหาธุรกิจอื่น”

จากตุ๊กตาโครเชต์ งานฝีมือจึงค่อยๆ ถูกสานต่อเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบจากงานถักโครเชต์สู่การออกแบบลายผ้าพันคอจากความคิด ความรู้สึก ความสนุก ฝีมือของช่างและดีไซเนอร์ จนเติบโตมาถึงวันนี้

 

“ผมว่าเวลาที่คุณลุ่มหลง คลุกคลีกับอะไรบางอย่าง

ทำมันบ่อยๆ ประสบการณ์จะบอกเราเอง

ของเราจะเล่าเรื่องบนผ้า 100×100 ซม. ยังไง…แต่ละมุมแตกต่างกัน

เพราะมันผ่านกระบวนการคิดมาแล้ว”

พสิษฐ์ รัตน์จารุพงศ์
เจ้าของและผู้ก่อตั้งแบรนด์ Kiss Me Doll

 

เป็น Expert ด้านใดด้านหนึ่ง

“มั่นใจว่า Kiss Me Doll เป็นเจ้าแรกๆ ที่ขายผ้าพันคอทั้งร้าน เหมือนเราอยากกินข้าวมันไก่แล้วมีร้านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวมันไก่ เราก็อยากให้ Business Model ของเราเป็นเจ้าแห่งผ้าพันคอให้ได้”

คอลเลกชันแรกของ Kiss Me Doll เริ่มต้นโดยมีทั้งความคิดและทีมเล็กๆ เป็นส่วนก่อร่างสร้าง แบรนด์ขึ้นมา “ผมเป็นคนวาดภาพได้แย่มากแต่เราโชคดีที่ได้รับคำแนะนำจากคุณผึ้ง เพื่อนที่ปรารถนาดีและเป็นคนที่บอกว่า Kiss Me Doll ต้องมีดีไซเนอร์ ต้องเขียนภาพเอง”

 

คำถามต่อมา ตัวตนของคุณพสิษฐ์คืออะไร.. นี่สิคือคำถามสำคัญก่อนเริ่มต้นแบรนด์

“ผมชอบม้าหมุนมาก เวลาไปต่างประเทศหรือไปดิสนีย์แลนด์ ผมสามารถนั่งม้าหมุนเป็นสามสี่รอบได้โดยที่รู้สึกฟิน หรือแค่ได้มองก็รู้สึกว่ามันสวย เป็นม้าหมุนแนววินเทจหน่อยนะ ผมว่าวินเทจมันมีเสน่ห์ เป็นเรื่องราวที่ผ่านกาลเวลามาแล้ว”

Merry Go Round คอลเลกชันแรก

(ภาพจาก FB: Kiss Me Doll)

Merry Go Round ชื่อคอลเลกชันแรกในวันนั้น จุดความ Merry ให้กับ Kiss Me Doll มาจนถึงวันนี้ โดยมีม้าเป็นสัญลักษณ์ที่แทรกเข้าไปในแทบจะทุกคอลเลกชัน “ต่อให้เป็นคอลเลกชันแมว แลนด์มาร์ก สัตว์ต่างๆ หรือเทพนิยายก็จะมีม้าแทรกอยู่ จะมีความวินเทจ ความฟรุ้งฟริ้ง เป็นผู้หญิงจ๋า”

 

แจก Tip
สำหรับคนอยากทำธุรกิจให้สำเร็จ
ฉบับคุณพสิษฐ์ Kiss Me Doll

“หลังบ้านสำคัญมาก ทีม ระบบทั้งหมด
ต่อให้คุณมีความคิดสร้างสรรค์ มีแพสชัน
แต่ถ้าไม่มีระบบหลังบ้านที่ดี เตรียมตัวม้วนเสื่อไม่เกินสามเดือน
ถ้าคุณไม่เข้าไปดูเองมันจะเกิดรอยรั่ว
และคุณไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดแต่มันจะทำให้ธุรกิจคุณไปรอด”

เมื่อวางตัวเป็นแบรนด์ Expert ด้านผ้าพันคอ คุณพสิษฐ์จึงให้ความสำคัญกับผ้าพันคอทุกผืน เรียกว่าลุ่มหลงในผ้าพันคอทั้งเรื่องราวและลวดลาย…อย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปีนี้เลยก็ว่าได้

คอลเลกชันที่มีภาพแทน Thailand และวัฒนธรรมความเชื่อในไทย

(ภาพจาก FB: Kiss Me Doll)

“ผมว่าเวลาที่คุณลุ่มหลง คลุกคลีกับอะไรบางอย่าง ทำมันบ่อยๆ ประสบการณ์จะบอกเราเอง ทำไมเราต้องม้วนขอบ ชายผ้าทุกผืนต้องมีลายที่ขอบ ทำไมต้องวางภาพแบบนี้ จะเล่าเรื่องบนผ้า 100×100 ซม. ยังไง เราทำแบบหนึ่งต่อหนึ่งเพราะต้องการให้เกียรติลูกค้าที่เดินเข้ามาเลือกสินค้าของเรา แต่ละมุมแตกต่างกันเพราะมันผ่านกระบวนการคิดมาแล้ว” ซึ่งระหว่างทางที่ผ่านมา ทั้งคุณพสิษฐ์ ทีมดีไซเนอร์ และทีมช่างล้วนผ่านเรื่องราว ค่อยๆ ปรับ พัฒนาฝีมือและต่างเป็นที่ลับมีดให้กันและกัน

ลุ่มหลงในความสวยงามและสนุกกับมัน

“ครั้งหนึ่งผมเคยเข้าร้านขายของเก่าที่เขาจำหน่ายสินค้าวินเทจ แล้วเราเหลือบไปเห็นผ้าพันคอผืนหนึ่ง ผมถูกใจมากจนซื้อผ้าผืนนั้นกลับมา มันอินสไปร์ให้เราในการทำแบรนด์ผ้าพันคอ จนเราค่อยๆ พัฒนาลายของ Kiss Me Doll ที่เราวาดขึ้นเองและผลิตเอง Kiss Me Doll เคยทำคอลเลกชันเกมบันไดงูบนผ้าพันคอ นอกจากมีผ้าพันคอแล้วยังทำเป็นกล่องไม้ที่เป็นชุดที่มีทั้งตัวเดินและลูกเต๋าที่ให้สามารถเล่นเกมนี้ได้จริงๆ ด้วย ตอนนั้นว้าวมาก ยิ่งขายยิ่งขาดทุนแต่เป็นคอลเลกชันที่สนุกมาก”

จากคอลเลกชันที่มีจำนวนนับไม่ถ้วนของ Kiss Me Doll แรงบันดาลใจในแต่ละครั้งล้วนถูกต่อยอดจากความชอบ มุมมอง และความลุ่มหลงของการมองเห็นความสวยงามของสิ่งรอบตัวของคุณพสิษฐ์ที่หลายครั้งก็ได้มาจากการเดินทางไปต่างประเทศ

“ผมเคยเดินไปเจอเซตจานเก่า แล้วผมก็คิดว่าถ้ามาอยู่บนผ้าพันคอด้วยคู่สีแบบนี้มันจะเท่มากเลยนะ ซึ่งผมไม่สามารถถ่ายรูปแล้วให้ดีไซเนอร์ดูได้ ก็เลยซื้อมาทั้งเซตแล้วยกมาที่ออฟฟิศ แล้วถึงมาคิดกันกับดีไซเนอร์ว่าเราจะทำลายออกมายังไงกันดี”

‘สนุก’ คือคำที่เราได้ยินจากคุณพสิษฐ์แทบจะตลอดทั้งการพูดคุยกัน จากคอลเลกชันที่บรรจงปั้นจากแรงบันดาลใจ ความสนุกกับการโอบรับคาแรกเตอร์จากดิสนีย์และซานริโอ (Sanrio) ที่ทำร่วมกับทาง แบรนด์โดยตรงก็ค่อยๆ เข้ามาเติมเต็ม ผลักดันให้แบรนด์ Kiss Me Doll แบรนด์ของคนไทย…ก้าวไปสู่อีกขั้น

“ตอนนั้นคิดว่ามิจฉาชีพแน่ๆ ใครจะไปคิดว่าทางดิสนีย์จะติดต่อเรามา ซึ่งตอนแรกก็มีความไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องวางผ้าแบบนี้ ทำไมต้องวางสี่มุม ถ้าทำเสื้อขายวางคาแรกเตอร์ก็พิมพ์ขายได้แล้วแต่ผ้าพันคอไม่ใช่ ทำไมต้องพิเศษกว่าสินค้าอื่น” 

จากมิกกี้เมาส์ คาแรกเตอร์ที่เป็นซิกเนเจอร์ของทางดิสนีย์ Kiss Me Doll ในครั้งนั้น ค่อยๆ ต่อยอดจนวันนี้เป็นแบรนด์ที่นอกจากจะมีลวดลายที่ออกแบบเองแล้ว ยังมีคาแรกเตอร์ตัวละครที่มั่นใจว่าคนจากทั่วโลกรู้จักอยู่บนผืนผ้าที่แปะป้าย Kiss Me Doll แน่นอน

 

ทำธุรกิจ ทำให้สนุก

“มีคนเคยบอกว่า ทำธุรกิจหรือไม่ว่าจะทำอะไร ทำให้สนุกเดี๋ยวเงินจะตามมา อาจจะใช้กับทุกธุรกิจไม่ได้ แต่ผมว่าผมค่อนข้างโชคดีที่เราไม่ได้เอาตัวเงินมา lead และด้วยภาวะเศรษฐกิจ ณ เวลานั้นด้วยที่ถูกที่ถูกเวลา”

เมื่อได้ทำสิ่งที่สนุก ความสนุกก็ถูกส่งต่อมาเป็นความรู้สึกของผู้รับผ่านทั้งผ้าพันคอ แพ็กเกจจิง ถุงที่ใส่สินค้า…สิ่งที่ถูก add on เข้ามาเซอร์ไพรส์ลูกค้าเพื่อสร้างความทรงจำที่ดีทั้งนั้น

“คุณเดินเข้ามาในร้านมันจะดูน่ารักหมดเลย แล้วแต่ว่าคุณจะเลือกอะไร เหมือนไปต่างประเทศแล้วเข้าร้านขายถุงเท้าทั้งร้าน บางทีลูกค้าไม่ได้คิดถึงตัวเอง เขาเห็นแล้วคิดถึงแม่ คิดถึงเพื่อนที่คิดว่าเหมาะกับสินค้าเรา เราพยายามทำให้ไม่มีข้อแม้ในการซื้อ ทลายคำถามว่าจะซื้อไปทำไม”

 

ทำสิ่งที่เป็นมากกว่าเงิน

แม้จะเผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้คุณพสิษฐ์ต้องยอมบอกลาร้านในบางสาขา แต่ปัจจุบันก็ยังมีอยู่มากถึง 17 สาขา หนึ่งในนั้นคือการวางจำหน่ายร่วมกับ คิง เพาเวอร์ ที่อยู่มาเนิ่นนาน

“ผมมองว่ามันเป็นโอกาส ลูกค้าเราที่เป็นชาวต่างชาติ เขาซื้อไปแล้วบอกปากต่อปาก ทุกคนว้าวกับถุงกับกล่อง คุณภาพของงาน จนกลายเป็นเช็กลิสต์ของนักท่องเที่ยว แม้ว่าพื้นที่ขายของเราจะเล็กแต่ก็ทำยอดขายได้ดี มันเป็นที่รู้จักและเราวางราคาที่สมเหตุสมผล”

ในฐานะคนที่อยู่เบื้องหลัง วินาทีใจฟูไม่ใช่แค่ขายสินค้าได้ แต่คือการได้เห็นสินค้าของตัวเองอยู่บนตัวของผู้ใช้จริง…ครั้งนั้นในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินที่ฮ่องกง 

“ตอนนั้นมีผู้หญิงสามคนกำลังยืนรอรถอยู่ เพื่อนที่ไปด้วยก็สะกิดแล้วบอกว่าเขาใช้ผ้าพันคอของเรา เราก็เลยชมว่าผ้าพันคอคุณสวยจัง เขาก็ขอบคุณแล้วพูดว่าคุณมาจากไทยรึเปล่า นี่ฉันซื้อที่ไทยนะ เราก็ขอบคุณแล้วบอกว่าเราเป็นเจ้าของแบรนด์นี้เอง แล้วผู้หญิงอีกสองคนก็ควักผ้าพันคอออกมาโชว์บอกว่าเขาพกติดตัวตลอดเลย …คือมันเลยจากเรื่องเงินไปแล้ว เป็นความภูมิใจล้วนๆ เลย”

กว่าจะมาถึงวันที่ผลลัพธ์เป็นมากกว่าตัวเงิน มีช่วงเวลาที่มองเห็นความสำเร็จ การยืนยาวมาได้อย่างยั่งยืนของแบรนด์คนไทยกว่ายี่สิบปีน่าภูมิใจไม่น้อย สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการวิ่งมานานพอเหมือนที่คุณพสิษฐ์ บอกเราว่า การทำธุรกิจเหมือนการวิ่งมาราธอน…

“คุณไม่ต้องวิ่งเร็วที่สุด แต่คุณวิ่งช้าๆ แล้วไปจบมาราธอนได้ มันคือการอยู่ให้ถึงเส้นชัยแม้ว่าระหว่างทางจะมีปัญหาให้แก้ตลอดเวลาและไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ”

ระหว่างทางของการวิ่ง สิ่งที่คุณพสิษฐ์ได้เรียนรู้ตลอดเส้นทางคือการเปิดรับไอเดียใหม่ ยอมเปิดใจแล้วจะมองเห็นข้อที่ต้องแก้ไขและพัฒนาต่อ

“เคยมีเด็กคนหนึ่งในทีมดีไซเนอร์เป็นคนวาดภาพงานชุดซานริโอ วาดมาหนึ่งลาย และทำมาห้าสีให้ทีมมาเลือกไฟนอล สีที่เขาเลือกกันไว้ผมไม่ได้เลือก จนเลิกประชุมเขาเข้ามาหาแล้วบอกว่างานนี้หนูขอ อยากให้ผมเลือกสีนี้ ผมก็ถามว่าทำไม เขาบอกว่าหนูคิดว่ามันน่ารักมากและ Kiss Me Doll ไม่เคยทำสีนี้ออกมา สรุปพอเราทำออกไป ปรากฏว่ามันขายดีถล่มทลายจนต้องผลิตซ้ำ สีที่ผมชอบที่สุดกลับขายออกช้าที่สุด นี่เป็นครั้งแรกๆ ที่ทำให้คิดว่าเราต้องเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่

สุดท้ายคนที่จะตอบโจทย์ทั้งหมดคือลูกค้า อย่าทำเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง ไม่อย่างนั้นคุณก็จะได้ของที่ตัวเองอยากได้แต่ไม่ใช่ของที่ลูกค้าอยากได้ คุณต้องเบลนด์รสนิยมของคุณใส่เข้าไปในโพรดักต์”

วันนี้ Kiss Me Doll นอกจากผ้าพันคอลายหวานๆ ชวนฝันแฟนตาซีแล้ว ยังค่อยๆ แตกไลน์สินค้าใหม่ออกมาเป็นทั้งผ้าพันคอที่ผู้ชายสามารถใช้ได้ด้วย นอกจากนั้นยังมียาดมและน้ำหอมที่เบลนด์กลิ่นซึ่งอบอวลไปด้วยจริตของความเป็น Kiss Me Doll ยอมรับการเปลี่ยนผ่านและเติบโตไปพร้อมกาลเวลา ทำให้ Kiss Me Doll อยู่ได้ด้วยตัวของมันเองเหมือนที่ผ่านมา

 

และแล้วตอนนี้ก็ถึงเวลาของคำถามที่เราชวนคิดในตอนเริ่มพูดคุยกัน…

ความสุขของคุณพสิษฐ์คืออะไร?

“ความสุขของผมตอนนี้คืออยากเห็น Kiss Me Doll เติบโตในเส้นทางของมัน มันเป็นความทรงจำที่ดีของลูกค้าเราที่เรียนมหาวิทยาลัยเมื่อสิบปีก่อน และในตอนนี้พวกเขาก็เติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กันกับ Kiss Me Doll และความสุขของผมในตอนนี้ยังเหมือนการบาลานซ์ชีวิตให้ดี ผมอยากทำงานให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่าและได้มีเวลาพักเบรกเพื่อใช้ชีวิตให้ช้าลง”

บทจบของบทสัมภาษณ์ที่ใช้เวลาราวชั่วโมงครึ่งเพื่อทำความรู้จักกับความสุขและความสนุกของการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ผ้าพันคอที่อยู่ในใจของใครหลายคนมาหลายปี พร้อมกับได้คำถามทิ้งท้ายกลับมาให้ขบคิดกับตัวเองอยู่เหมือนกัน

แล้วความสุขของเราล่ะ คืออะไร? 

คำถามสำคัญข้อนี้…ผู้อ่านมีเวลาทั้งชีวิตเพื่อค่อยๆ หาคำตอบดีที่สุดให้กับตัวเอง

Author

วรากร เพชรเยียน

Author

อดีตแอร์โฮสเตสผันตัวมาเป็นนักเขียน ผู้หลงใหลศิลปะและการเดินทาง นิยมการบอกรักประสบการณ์ผ่านตัวหนังสือ

Web Editor

ปิ่นอนงค์ วัชรปาณ

Web Editor

บรรณาธิการเว็บ Thaipower.co อดีตบรรณาธิการบางสำนัก นักข่าวและคอลัมนิสต์จำเป็น โกสต์ไรเตอร์...ผู้รักการเดินทาง หลงใหลกลิ่นกาแฟ และเป็นมูฟวีเลิฟเวอร์

Author

วรัญชัย ประกอบวรรณกิจ

Photographer

ช่างภาพที่ชอบกิน ชอบเที่ยว และรักครอบครัว จนเพื่อนๆ เรียกว่า #พ่อบ้านแสนรู้