Summary
จิตกร หรือ “ยักษ์ ดอยแดง” Yak DD นักเล่าเรื่องกีฬามืออาชีพ ผู้ที่พิสูจน์แล้วว่า ‘ความรักในฟุตบอลสามารถเปลี่ยนชีวิตได้’ ความสำเร็จและความสุขที่แท้คือการได้ทุ่มเทให้สิ่งที่รักอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง พร้อมกับสร้างคุณค่าและส่งแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นตามแบบของตนเอง
ขอบคุณภาพจาก จิตรกร ศรีคำเครือ
ตอนอายุ 8 ขวบ … คุณทำอะไรอยู่?
สำหรับ “ยักษ์ ดอยแดง” หรือ “จิตกร ศรีคำเครือ” ในวัยนั้น โลกของเขาหมุนรอบฟุตบอลโดยเฉพาะทีมลิเวอร์พูล ทุกสัปดาห์เขาเฝ้ารอที่จะได้อ่านหนังสือพิมพ์ Star Soccer อย่างใจจดใจจ่อ ความหลงใหลได้พาเด็กชายจากจังหวัดตาก ก้าวไปสู่เส้นทางคนทำสื่อกีฬา จากสิ่งพิมพ์ สู่วิทยุ- โทรทัศน์ และแพลตฟอร์มออนไลน์
หลังจากโลดแล่นในแวดวงนี้มากว่า 20 ปี วันนี้เขาคือ “พี่ยักษ์อินฟูลฯ ขวัญใจเด็กหงส์” และนักเล่าเรื่องกีฬาผู้เปี่ยมด้วยพลัง ความทุ่มเท และความเชื่อมั่นว่า เรื่องราวของโลกกีฬาสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจและทำให้ชีวิตดีขึ้นได้
ขอบคุณภาพจาก จิตรกร ศรีคำเครือ
“ถ้าเราเล่าดี คนฟังจะได้อะไรบางอย่างกลับไป
ไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่คือพลังใจ”
จิตกร ศรีคำเครือ (ยักษ์ ดอยแดง)
‘นักเล่าเรื่องกีฬามืออาชีพ’
แฟนบอล – คนข่าว – นักเล่าเรื่อง
ในวัยเด็กที่เพื่อนๆ ต่างวาดฝันอยากเป็นหมอ ครู หรือวิศวกร แต่ จิตกร ศรีคำเครือ กลับอยากไปอังกฤษและดูลิเวอร์พูลเล่นในแอนฟิลด์! และการเป็นนักข่าวก็พาเขาไปถึงฝั่งฝันนั้นได้
เมื่อเรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 3 ขณะอายุ 21 ปี จิตกรเดินเข้าไปขอเป็นเด็กฝึกงานกับสื่อที่เขาชื่นชอบ
“ที่สยามกีฬา ผมเหมือนได้กลับบ้าน ทั้งที่ไม่เคยเห็นบ้านหลังนี้มาก่อน”
17 ปีต่อมา ใต้ร่มเครือ Siam Sport คือการเรียนรู้ในสนามจริงครบทุกแขนง ทั้งเขียนข่าว บรรยายฟุตบอล ทำรายการวิทยุ-โทรทัศน์ ไปจนถึงการไปเป็นนักข่าวประจำอยู่ที่เยอรมนีและอังกฤษ
เมื่อโลกสื่อก้าวเข้าสู่ยุคออนไลน์ จิตกรกลายมาเป็นหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ ของสำนักข่าวกีฬา Mainstand โดยเฉพาะกับบทบาทของการเป็น “นักเล่าเรื่อง” ผ่านรายการ Footballista ที่ทำต่อเนื่องมามากกว่า 1,000 ตอนแล้ว ขณะที่ช่องทางส่วนตัว อย่าง Yak DD เป็นพื้นที่เล็กๆ สำหรับเล่าเรื่องในบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง ส่วนใหญ่คือเรื่องราวเกี่ยวกับลิเวอร์พูล ทีมที่เขาผูกพันมาตลอดชีวิต

ขอบคุณภาพจาก จิตรกร ศรีคำเครือ
ด้วยลีลาการเล่าเรื่องแบบ ‘คนบ้าบอล’ ผสานกับน้ำเสียงทุ้ม นุ่ม สุขุม รวมกับข้อมูลที่กลั่นกรองและเรียบเรียงอย่างพิถีพิถัน สร้างเป็นสไตล์เฉพาะตัวที่มีแฟนคลับติดตามอย่างเหนียวแน่น
แม้วันนี้จะอยู่ในยุคคอนเทนต์ไหลเร็วและแข่งขันสูง แต่จิตกรยังยึดมั่นในจรรยาบรรณของคนทำสื่อที่ถูกพร่ำสอนมาตั้งแต่เป็นเด็กฝึกงาน
“แหล่งข่าวและความน่าเชื่อถือสำคัญมาก ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลนั้นจริงหรือน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะส่งต่อไปยังผู้รับได้หรือไม่”
ขอบคุณภาพจาก จิตรกร ศรีคำเครือ
ไม่ใช่แค่แพ้หรือชนะ
“กีฬาไม่ใช่แค่เรื่องแพ้หรือชนะ แต่มันคือชีวิต”
นี่คือปรัชญาที่ จิตกร ศรีคำเครือ ยึดมั่น และใช้เป็นหัวใจในการเล่าเรื่องเสมอมา
สำหรับเขา ฟุตบอลมีความหมายและคุณค่าที่ลึกซึ้งกว่าแค่เกมในสนาม ผลการแข่งขัน ข่าวซื้อขายผู้เล่น ฯลฯ แต่มันคือภาพสะท้อนของโลกและสังคมขนาดย่อส่วนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวชีวิต เป็นแหล่งของแรงบันดาลใจ และให้บทเรียนกับทุกคนได้
“กีฬาสามารถทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นได้ หากคุณเลือกและมองเห็นในมุมนี้และนำไปปรับใช้”
ฟุตบอลไม่ใช่เพียงความหลงใหล แต่เป็นส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนชีวิตและเป็นแพสชันในการตื่นขึ้นมาทำสิ่งที่ดีต่อสังคม และเขาอยากเป็นคนกลางที่ส่งต่อพลังนั้น จิตกรเชื่อมั่นว่า “ถ้าเราเล่าดี คนฟังจะได้อะไรบางอย่างกลับไป — ไม่ใช่แค่ข้อมูล แต่คือพลังใจ”
การเล่าเรื่องกีฬาไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่ยังเป็นสิ่งที่เติมไฟให้กับจิตกรได้อย่างต่อเนื่อง “ผมสามารถเล่าเรื่องแบบนี้ได้ถึงอายุ 70-75 เพราะมันคือสิ่งที่รักจริงๆ”
ขอบคุณภาพจาก จิตรกร ศรีคำเครือ
Suggestion
ลิเวอร์พูล: มากกว่าสโมสรฟุตบอล
คุณเคยมีอะไรที่สำคัญต่อชีวิตถึงขั้นที่ว่า “ถ้าไม่มีสิ่งนั้น คุณคงนึกไม่ออกเลยว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร” หรือไม่? สำหรับ “ยักษ์ ดอยแดง” สิ่งนั้นคือ ลิเวอร์พูล!
“ลิเวอร์พูลเป็นหนึ่งในเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่ดีมากๆ ถ้าไม่มีลิเวอร์พูล ผมนึกไม่ออกเลยจริงๆ ว่าชีวิตผมตอนนี้จะอยู่ตรงไหน หรือจะเป็นยังไง”
เสียงของเขายังสะท้อนความสุขอย่างชัดเจนเมื่อพูดถึง การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2024-2025 ของลิเวอร์พูล ยิ่งเมื่อได้ไปร่วมอีเวนต์ “วันหงส์แดงแห่งชาติ” ที่จัดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่านั่นไม่ใช่แค่งานฉลอง แต่คือพื้นที่ของความฝัน พลัง และศรัทธา ที่คนจำนวนมากมารวมตัวด้วยใจเดียวกัน
ในสายตาของเขา ลิเวอร์พูลไม่ได้โดดเด่นแค่เฉพาะในสนาม แต่สิ่งที่ทำให้สโมสรนี้พิเศษคือ ‘สายสัมพันธ์’ ระหว่างสโมสรกับแฟนบอลที่แน่นแฟ้นดุจครอบครัว
ความรู้สึกอบอุ่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะในเมอร์ซีย์ไซด์ (พื้นที่เมืองลิเวอร์พูล) แต่ส่งต่อไปยังแฟนบอลทั่วโลก และ “ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ แฟนลิเวอร์พูลไม่เคยหายไปไหน” ชวนอ่านเรื่องของสาวกลิเวอร์พูลอีกคน อย่าง ‘เกมส์เอง’ คลิกที่นี่

ขอบคุณภาพจาก จิตรกร ศรีคำเครือ
“ทำอย่างบ้าคลั่ง แล้ววันหนึ่งจะเจอ”
ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษในวงการสื่อกีฬา จิตกร ศรีคำเครือ ได้กลั่นกรองประสบการณ์อันล้ำค่ามาเป็นคำแนะนำ สำหรับทุกคนที่มุ่งมั่นในเส้นทางของตัวเอง
เขาย้ำว่าทุกเส้นทางเดินต้องมีการเตรียมตัว “การเตรียมตัวที่ดีคือสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าคุณไม่เตรียมตัว ก็เตรียมตัวที่จะล้มเหลวได้เลย” การเตรียมตัวช่วยสร้างความเชื่อมั่นและรับมือสถานการณ์ได้ดี
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีความฝัน สิ่งสำคัญคือการลงมือทำ เมื่อพบสิ่งที่ “ใช่” แล้วต้องแน่วแน่และพยายามอย่าง “บ้าคลั่ง” ทำไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เพราะความสำเร็จที่ยั่งยืนไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มาจาก “ความพยายามอย่างมหาศาล”
“การทำงานที่มีคุณภาพและสม่ำเสมอจะช่วย ‘ปกป้องตัวคุณเอง’ ในระยะยาว” จิตกรยังมองว่า งานหนักคือ “กำไรชีวิต” ที่จะช่วยให้คนหนุ่มสาวได้เรียนรู้และพัฒนาตนเอง สร้างโอกาสในอนาคต
ที่สำคัญคือ ต้องหาสมดุลและจุดที่ “พอดี” กับตัวเอง ไม่ต้องฝืนมากเกินไป สุดท้าย … ไม่ว่าเส้นทางจะเจออุปสรรคใด อย่ายอมแพ้และอย่าท้อถอย เขาเชื่อว่าแรงผลักดันจากสิ่งที่รักจะคอยบอกเราเสมอว่า “อีกนิดนะ … อย่าเพิ่งหยุด”

ขอบคุณภาพจาก จิตรกร ศรีคำเครือ
มองฟุตบอลไทยด้วยความหวัง
ด้วยสายตาของผู้ที่คลุกคลีกับวงการฟุตบอลระดับโลกมายาวนาน เมื่อหันกลับมามองใกล้ตัว จิตกรหวังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นซึ่งหากมีการบริหารจัดการภาพรวม ให้เกิดวิสัยทัศน์ร่วมกับแผนในระยะยาวแบบวาระแห่งชาติ… ‘บอลไทย’ น่าจะมีโอกาสเติบโตขึ้นได้อีกอย่างแน่นอน จิตกรเน้นว่าความสำเร็จไม่ใช่การข้ามด่านรวดเร็ว แต่คือการ “เก็บเลเวล” ไปทีละขั้นอย่างสม่ำเสมอ
หากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน และประชาชนร่วมกันสร้าง “ภาพใหญ่” ที่ชัดเจน และเดินไปในทางเดียวกัน ฟุตบอลไทยก็ยังมีโอกาสไปไกลได้อีก
แม้แต่โครงการจากภาคเอกชน เช่น คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย แจกลูกฟุตบอลหรือสร้างสนามฟุตบอลให้ทั่วประเทศ ถึงบางคนจะมองว่า ‘เป็นกิจกรรม CSR ขององค์กร’
“คุณจะมองยังไงก็ได้ แต่ผมว่ามันดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”
ภาพที่จิตกรชอบที่สุด คือ “แววตาแห่งความหวัง” ของเด็กๆ ที่ได้รับโอกาส
“ถ้ามีแค่เด็กคนเดียวที่โตมาแล้วกลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพจากโครงการแบบนี้ มันก็คุ้มแล้ว”
ขอบคุณภาพจาก จิตรกร ศรีคำเครือ
ชีวิตในช่วงท้ายเกม … กับพลังที่ไม่เคยหมด
หลังจากโลดโผนในวงการสื่อกีฬามานานกว่าสองทศวรรษ จิตกร ศรีคำเครือ เปรียบเปรยชีวิตในวัย 46 ปีว่า “เหมือนเกมฟุตบอลที่กำลังนำอยู่ 2-1 เหลือเวลาอีก 15 นาที สิ่งที่ต้องทำคือประคองให้จบเกมให้ดีที่สุด”
ความใฝ่ฝันในอนาคตของเขาเรียบง่าย แค่อยากมีสตูดิโอเล็กๆ ได้ทำคอนเทนต์ที่รัก และมีความสุขกับครอบครัว
ในฐานะ “พ่อ” เขาสนุกกับการเฝ้าดูลูกๆ เติบโต แม้ลูกจะไม่ “อิน” กับฟุตบอลนัก แต่เขาก็พร้อมสนับสนุนเมื่อถึงเวลาที่ลูกได้พบเจอสิ่งที่รัก “ทุกคนมีชีวิตเป็นของตัวเอง และควรได้เติบโตไปในแบบของตัวเอง”

ขอบคุณภาพจาก จิตรกร ศรีคำเครือ
เพราะมี “ความหลงใหล” เป็นเครื่องนำทาง และ “ความพยายาม” เป็นแรงผลักดัน บนเส้นทางที่ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ด้วยความเชื่อมั่นและการ “ลงมือทำอย่างบ้าคลั่ง” จิตกร ศรีคำเครือ หรือ “ยักษ์ ดอยแดง” จึงมายืนอยู่ในจุดนี้
เขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า หากเรากล้ารักในสิ่งหนึ่งอย่างสุดหัวใจ และทุ่มเทอย่างเต็มกำลัง วันหนึ่งเราจะมีพื้นที่ของตัวเอง — ไม่ใช่แค่เวทีให้ยืน แต่คือจุดที่เราสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจ ความหวัง และพลังบางอย่างกลับไปยังผู้คนรอบข้างได้ด้วย
แรงบันดาลใจ
จาก “คล็อปป์” สู่ “ยักษ์ ดอยแดง”
“สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าผู้คนคิดกับคุณอย่างไรตอนคุณมาถึง แต่คือสิ่งที่พวกเขาคิดถึงคุณในวันที่คุณจากไป”
ขอบคุณภาพจาก จิตรกร ศรีคำเครือ
วลีทรงพลังของ เจอร์เก้น คล็อปป์ อดีตผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล ที่เคยประดับผนังสนามซ้อมเมลวูด กลายเป็น ปรัชญาชีวิต ที่ “ยักษ์ ดอยแดง” นำมาใช้เป็นเข็มทิศในการทำงานและใช้ชีวิต ถ้อยคำนี้คอยเตือนให้เขามุ่งมั่นทำทุกวันให้ดีที่สุด เพราะไม่ว่าเราจะเข้ามาในบทบาทไหน หน้าที่อะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ร่องรอยที่เราทิ้งไว้ ชวนอ่านเรื่องของสาวกลิเวอร์พูลสาว อย่างแยมโรล กรณรัชตา คลิกที่นี่
สำหรับยักษ์แล้ว เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ด้วยผลงานในสนามเท่านั้น แต่เขายังเป็นบุคคลผู้มีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งในฐานะผู้สร้างทีม สร้างวัฒนธรรม และส่งต่อปรัชญาอันเปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ เรื่องราวของคล็อปป์นี้เอง ที่เป็นบทพิสูจน์ชั้นดีว่า ผู้คนในวงการกีฬาสามารถเป็นแรงบันดาลใจและมอบแง่คิดดีๆ ให้กับชีวิตของทุกคนได้
ติดตาม “ยักษ์ ดอยแดง” ได้ทางช่องทางต่อไปนี้
FACEBOOK: Yak DD
YOUTUBE: Yak DD
INSTAGRAM: Yak DD