Summary
พาไปรู้จักสินค้าไลฟ์สไตล์แบรนด์ MUNIE (มูนี) แบรนด์ของคนไทยที่ช้อนผักตบชวาขึ้นจากน้ำมาต่อยอดเป็นเส้นใยธรรมชาติ สร้างเป็นผลิตภัณฑ์จากผักตบชวาได้อย่างน่าทึ่ง เรื่องราวความพิเศษของ 5 พันธกิจจุดเริ่มต้นของมูนี การเชื่อมโยงกับมนุษย์ ชุมชน ธรรมชาติ จนเป็นผลงานที่เข้าตาคนไทยและชาวต่างชาติ
ภาพจาก FB: Muie eco lifestyle
ผักตบชวาเป็นปัญหาในท้องน้ำของชุมชนมาเนิ่นนาน สามารถเติบโตและขยายตัวได้อย่างรวดเร็วจนเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ การสัญจรทางเรือ และเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย แต่ก็ใช่ว่าผักตบชวาจะเป็นวัชพืชไร้ค่าเสียทีเดียว MUNIE (มูนี) มองเห็นคุณค่าของผักตบชวาและเปลี่ยนให้เป็นด้ายทอง…ทอความสำเร็จ
ผลผลิตโดย คุณนุ๊ก – วิลาสินี ชูรัตน์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ MUNIE (มูนี) มาจากการนำผักตบชวาที่สร้างปัญหาทางน้ำมาพัฒนาต่อยอดเป็นเส้นใยธรรมชาติ ทอเป็นผ้าผืนผ่านมือของแม่กี่ทอจากจังหวัดต่างๆ ตัดเย็บอย่างพิถีพิถันสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยความหมาย และเรื่องราวของแบรนด์ที่สะท้อนผ่าน “M-U-N-I-E” 5 คำ 5 พันธกิจ ที่สะท้อนตัวตนและความเชื่อ ที่มาของชื่อ ‘MUNIE’ …“เราต้องหาตัวตนว่ามันเป็นเราจริงๆ อะไรที่ออกมาจากตัวเราก็ต้องเลี้ยงมันไปเรื่อยๆ เราใช้คำเหล่านี้มาเป็นจุดแข็ง”
ภาพจาก FB: Muie eco lifestyle
M – Mankind ฝีมือคนไทย
‘ความเป็นมนุษย์’ คือคำสำคัญของมูนี อยู่ในทั้งกระบวนการคิดและกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นจนจบ
ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในสังคมผู้สูงอายุ มีชุมชนที่มีฝีมือ และต้องการงานจำนวนมาก ผลงานทุกชิ้นของมูนีจึงผ่านมือคน ตั้งแต่คนเก็บผักตบชวา คนย้อม คนทอ คนตัดเย็บ เกิดขึ้นจากสองมือจากชุมชนต่างๆ ในประเทศไทย กลุ่มชาวบ้านย้อมผ้า ใช้วัสดุสีธรรมชาติที่อยู่ในพื้นที่ และกลุ่มทอผ้าโดยผสมผสานลายทอ เทคนิคของชาวบ้านเข้ากับดีไซน์และเทคนิคใหม่ๆ ทำให้เกิดเป็นลายทอเอกลักษณ์ของแบรนด์
“เราจะไปดูงานดั้งเดิมของเขาก่อน ไม่ได้เอาของเขามาใช้หมดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จะเอามาพัฒนา ใส่ดีไซน์เข้าไป บางทีเส้นยืนสีนี้มาพุ่งอีกสีหนึ่งแล้วกลายเป็นสีที่ขายตามท้องตลาดได้ยาก ถ้าเราตั้งทาร์เก็ตเป็นคนยุโรป สีก็จะต้องออกไปทางยุโรป” สีที่เน้นเป็นหลักจึงเป็นสีโทนเบจ เทา ชมพูอ่อน คราม ตามสีของวัสดุธรรมชาติ เป็นการทำงานร่วมกับชาวบ้านเพื่อยกระดับสินค้าสู่สายตาชาวต่างประเทศ สะท้อนความเชื่อในงานฝีมือของคนไทย

ขอบคุณภาพจาก MUNIE
“งานฝีมือของคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ นะ มีความพิถีพิถัน ละเมียดละไม เหมือนคนไทยสลักผลไม้ หรือได้รับรางวัลแกะสลักน้ำแข็ง สิ่งเหล่านี้อยู่ในสายเลือดของคนไทย”
U – Unity กลมเกลียวร่วมมือกัน
สินค้าทุกชิ้นของมูนีล้วนเกิดจากการร่วมมือกันหลายภาคส่วน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการใช้เส้นใยธรรมชาติที่ได้เรียนรู้จากงานวิจัยเกี่ยวกับเส้นใยธรรมชาติร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในปี พ.ศ. 2560 และนำไปสู่การพัฒนาเส้นใยผักตบชวาที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
อีกทั้งยังเกิดจากการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์และกลุ่มชาวบ้านจากจังหวัดต่างๆ “หลักๆ จะเป็นภาคอีสาน ขอนแก่น นครราชสีมา ร้อยเอ็ด นครพนม เนื่องจากเดิมทีบ้านพี่เป็นคนขอนแก่น เราก็เลยคุ้นชิน เวลาเราสื่อสารกับเขาเหมือนเราเข้าใจกัน”

ขอบคุณภาพจาก MUNIE
ด้วยความเป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มชาวบ้าน ความท้าทายอย่างหนึ่งที่ต้องเผชิญในปัจจุบันคือกำลังการทอผ้าที่ลดน้อยลงทุกวัน “บ้านเราไม่มีกลุ่มทอผ้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ มีแต่กลุ่มที่ทออยู่ซึ่งก็อายุมากขึ้นทุกวัน เป็นความท้าทายที่จะทำยังไง ที่จะขยายให้มีคนทำงานทอมากขึ้น เราเคยคิดว่าจะแก้ปัญหาด้วยทอเครื่องแต่ก็ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของเรา”
การร่วมมือกันและความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่ทำให้สินค้าของแบรนด์มีคุณค่า “สินค้าของเรามีคุณค่าในเรื่องของชุมชน สิ่งแวดล้อม ถ้าลูกค้ารู้กระบวนการทำงานของเราจะบอกว่าสิ่งที่มูนีให้ลูกค้ามันถือว่าถูกมากๆ เมื่อเทียบกับสิ่งที่อยู่ในสินค้านั้นๆ อันนี้เป็นฟีดแบ็กจากลูกค้าของเรา”

ภาพจาก FB: Muie eco lifestyle
N – Natural ธรรมชาติสรรค์สร้าง
ความพิเศษของมูนีคือความเป็นธรรมชาติ ตั้งแต่เส้นใยผักตบชวา กระบวนการย้อมสี ไปจนถึงกระบวนการย่อยสลาย
ทำไมต้องผักตบชวา?
“แพสชันเรื่องผักตบชวาเชื่อมโยงกับเราตั้งแต่สมัยที่เดินทางทางน้ำ นั่งเรือไปเรียนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เราเห็นปัญหาผักตบชวาจึงคิดว่าถ้าสามารถนำผักตบชวามาทำเส้นด้ายได้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดจำนวนผักตบชวา แล้วทำให้เกิดความแตกต่างทางโพรดักต์ด้วย”
ขอบคุณภาพจาก MUNIE
มูนีเลือกใช้ผักตบชวาจากพื้นที่ในประเทศไทย จากราชบุรีบ้าง จากอ่างทองบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา โดยมีชาวบ้านในพื้นที่ทำงานร่วมกันช่วยเก็บให้ หลังจากผ่านกระบวนการทำเส้นด้ายผักตบชวาแล้วจึงเป็นกระบวนการย้อมสีธรรมชาติ โดยเน้นใช้วัสดุธรรมชาติจากชุมชน
“เราจะเป็นคนออกแบบและควบคุมโทนสี แล้วก็ดูว่าในละแวกของเขามีวัตถุดิบตัวนี้ไหม อย่างตอนนี้ใบสมอออกในฤดูนี้ ใบสมอจะย้อมได้เป็นสีเขียว ถ้าตลาดชอบเขียวเข้มก็จะให้เขาเอาใบสมอผสมกับคราม” และยังมีสีจากธรรมชาติที่หลากหลาย อย่างเปลือกมะพร้าว ใบมะม่วง ดอกดาวเรือง เปลือกประดู่มาใช้ย้อมก่อนนำไปทอและผลิตเป็นสินค้าอื่นๆ ต่อไป
Suggestion
I – Innovation สร้างสรรค์สิ่งใหม่
นวัตกรรมเส้นใยผักตบชวาจากงานวิจัยนั้น จริงๆ แล้วสามารถใช้ผักตบชวาร้อยเปอร์เซ็นต์ในการทำได้ แต่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองเมื่อนำมาต่อยอดผลิตภัณฑ์เพื่อสวมใส่ มูนีจึงพัฒนางานวิจัยเส้นใยธรรมชาติมาเป็นเส้นใยผักตบชวาผสมกับฝ้ายเพื่อลดความกระด้าง มีกระบวนการหลากหลายขั้นตอนกว่าจะได้ออกมาเป็นสินค้าสักชิ้น
ภาพจาก FB: Muie eco lifestyle
“เส้นใยที่เราพัฒนาขึ้นมาผ่านการปรับสูตรของเราเอง เริ่มจากผักตบชวาที่เก็บมาได้ก็จะนำมาตัดใบ ตัดราก ล้างโคน ทำความสะอาด จากนั้นเอาไปเข้าเครื่องสาง แล้วเอาไปตากแห้ง จากนั้นเอามาเข้าเครื่องสับ แล้วไปผสมกับฝ้ายแล้วนำไปปั่นเป็นเส้นด้าย”
สนใจเรื่องราวของการหยิบผักตบชวาวัชพืชมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ ชวนอ่านเรื่องนี้
เส้นด้ายจากผักตบชวาที่เป็นเอกลักษณ์ของมูนีจะมีความหนา มีเท็กซ์เจอร์แบบฝ้ายเข็นมือ เส้นไม่สม่ำเสมอเป็นเสน่ห์ตามแบบธรรมชาติแท้ๆ ซึ่งกว่าจะได้มาก็ต้องผ่านกระบวนการทดลองซ้ำจนเกิดเป็น โนฮาวของแบรนด์
ในกระบวนการผลิตสินค้าของมูนีตั้งแต่ต้นจนจบเรียกว่า ‘หัตถอุตสาหกรรม’ คือการผสมผสานระหว่างนวัตกรรม เครื่องจักร (เครื่องสางใย) ที่ทางแบรนด์ต้องยกไปให้ชาวบ้านทำในแต่ละครั้ง และงานหัตถกรรมทอผ้าของชาวบ้านจนเกิดเป็นเส้นใยธรรมชาติแบบใหม่ที่คงทนต่อการใช้งาน
หมวกในภาพจาก MUNIE ภาพโดย Expert Kit
E – Ecofriendly รักษ์โลกสู่ความยั่งยืน
ความรักษ์โลกของมูนีเสียงดังตั้งแต่การพัฒนาเส้นใยผักตบชวา มีส่วนในการลดจำนวนผักตบชวาทำให้แม่น้ำลำคลองสะอาด ช่วยแก้ปัญหาทางน้ำ นอกจากนี้ยังไม่ทำให้วัชพืชสูญเปล่า ไปจนถึงกระบวนการย้อมด้วยสีธรรมชาติจากวัสดุในพื้นที่ เส้นใยเหล่านี้สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้ด้วย
“มันย่อยสลายได้ในส่วนของเส้นใย ถ้าเอาไปทำเป็นผลิตภัณฑ์โพรดักต์เราจะอัดผ้ากาวเพื่อให้อยู่ทรง มันก็จะยืดอายุออกไป แต่เส้นใยนี้ไม่ใช่วางเฉยๆ แล้วจะกรอบนะ แต่เป็นกระบวนการย่อยสลายอื่นๆ อย่างการฝังดิน หรือหากเกิดการเผาก็จะไม่เกิดเป็นควันพิษเพราะเป็นสินค้าจากธรรมชาติ ซึ่งเรามีใบการันตีด้วย”
ความยั่งยืนต่อมาคือการส่งต่องาน ร่วมมือกับชาวบ้านในชุมชนเป็นการกระจายรายได้ให้ชุมชน และทำให้ชาวบ้านได้พัฒนาฝีมือของตัวเองต่อไป สีและสินค้าที่ผ่านการตัดเย็บ ดีไซน์ของสินค้าไลฟ์สไตล์ยังคำนึงถึงความยั่งยืน สวมใส่ได้ทุกโอกาส
ภาพจาก FB: Muie eco lifestyle
“ลูกค้าไม่ได้ซื้อมูนีเพราะเราเป็นแบรนด์แฟชั่น แต่ซื้อเพราะเรื่องราวที่อยู่เบื้องหลัง เห็นคุณค่าของชิ้นงานที่เราทำ ประกอบการตัดเย็บที่ได้มาตรฐาน สินค้าคุณภาพดี เป็นสินค้าที่สวมใส่ได้เรื่อยๆ หลายโอกาส โทนสีเป็นสีกลางๆ แมตช์ได้กับทุกลุค”
มูนีมีหมวก กระเป๋า เสื้อผ้า ไปจนถึงรองเท้าแตะ ผนวกคามหลากหลายลงไปทำให้มีรูปแบบผลิตภัณฑ์น่าใช้…น่าสนใจ ให้เลือกในแบบต่างๆ อาทิ ดีไซน์หมวกที่มีให้เลือกห้าถึงหกแบบ อย่างหมวกแก๊ป หมวกบักเก็ต หมวกปีกกว้างหลากรูปแบบ ก็ยังเป็นสินค้าขายดีที่ผลัดเปลี่ยนกันไปด้วยลายทอ สีสันที่แตกต่างกันในทุกคอลเลกชัน รวมถึงกระเป๋าที่ออกแบบมาให้เลือกซื้อหลากหลาย ทั้งกระเป๋าใส่เครื่องสำอาง กระเป๋าอเนกประสงค์ กระเป๋าโททใบเขื่อง รวมถึงการนำผ้ามาตัดเย็บเป็นรองเท้า คาดหนังสีน้ำตาลเพิ่มความชิลล์ เป็นสินค้าที่ดีไซน์มาโดยเน้นที่ความยั่งยืน คลาสสิก ใช้ได้ทุกยุคสมัย
ขอบคุณภาพจาก MUNIE
เรื่องราวเบื้องหลังผลงานต่างๆ ของแบรนด์และการร่วมมือกันคือสิ่งที่ทำให้มูนีแตกต่างจนได้รับรางวัลมากมาย อาทิ รางวัล UN WEPs Award 2024 จากการเป็นแบรนด์ที่สนับสนุนพลังสตรี ยกระดับความเท่าเทียมทางเพศ และรางวัล Best Design Award จาก Europe Design Award 2025 ที่ทางแบรนด์ต่อยอดผ้าทอผักตบชวาสู่งานเฟอร์นิเจอร์
ความพิเศษและเรื่องราวเหล่านี้ มูนีจึงได้เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เข้ามาวางจำหน่ายร่วมกับ คิง เพาเวอร์ นำเสนอเรื่องราวความเป็นไทยผ่านผักตบชวาและงานทอจากชาวบ้านสายตาชาวต่างประเทศ จนถูกใจลูกค้า สมกับเป็นแบรนด์ที่ผ่านการคิดอย่างถ้วนถี่และคงคอนเซปต์ความเชื่อสมชื่อ MUNIE
ภาพจาก FB: Muie eco lifestyle
พาไปทำความรู้จักผลิตภัณฑ์ที่น่าใช้ของแบรนด์แล้ว เราไม่ลืมทิ้งคำถามส่งท้าย ถึงก้าวต่อไปสำหรับผลิตภัณฑ์จากแบรนด์มูนี
“เรามีความตั้งใจอยากจะขยาย ทำงานร่วมกับแบรนด์ชั้นนำต่างๆ ทำให้เป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น แล้วก็อยากจะไปอยู่ใน คิง เพาเวอร์ สาขาต่างประเทศด้วยซึ่งก็เป็นเป้าหมายของเราต่อไป”
ขอบคุณภาพจาก MUNIE
MUNIE
ที่ตั้ง: ขอนแก่น
สนใจสินค้าพลังคนไทย สามารถสนับสนุนได้ที่ คิง เพาเวอร์ ทุกสาขา
ปักหมุดจุดเช็กอิน-แชะรูป-ท่องเที่ยวใกล้เคียง
• TCDC Khon Kaen ไปเยี่ยมชมงานดีไซน์ เก็บเกี่ยวความรู้ในศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบขอนแก่น ที่รวบรวมงานดีไซน์เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมทางภาคอีสานไว้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่งานดีไซน์ สถาปัตยกรรม และออกแบบสินค้า
• หมู่บ้านงานคราฟต์โคลัมโบ คอมมิวนิตีงานคราฟต์ของขอนแก่นที่คนรักงานอาร์ตควรมาเยี่ยมชม มีงานอาร์ต ของใช้แฮนด์เมด เวิร์กช็อป และร้านกาแฟให้บริการ
• จุดชมวิวหินช้างสี ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติน้ำพอง มองเห็นวิวพาโนรามาที่สวยงามของเขื่อนอุบลรัตน์และเทือกเขาภูเวียง ควรค่าแก่การมาเยี่ยมชมสักครั้งในชีวิต