Passion

หลังม่านละครคือห้องเรียนชีวิต
เปิดมุมมองครูบัว – ปริดา มโนมัยพิบูลย์

กฤษณา คชธรรมรัตน์ 18 Jun 2026
Views: 512

Summary

พาไปพูดคุยทำความรู้จักกับ “ครูบัว” – ผศ. ดร. ปริดา มโนมัยพิบูลย์ “ครูละคร” และ “คนละคร” แถวหน้า ถึงต้นทางความหลงใหลในเรื่องการเขียนบทกับ “ละคร” ที่เธอเลือกและเรียกว่าเป็นสิ่งที่เธอรัก สีสันชีวิตในช่วงเวลาต่างๆ ที่เธอเขียนบทให้กับชีวิตของตัวเอง ชวนอ่าน….เพราะชีวิตที่ชัดเจนของเธอน่าเรียนรู้

สำหรับหลายคน ชื่อของ ครูบัว – ผศ. ดร. ปริดา มโนมัยพิบูลย์ อาจเป็นชื่อที่อยู่หลังเครดิต ผลงานของเธอผ่านสายตาผู้ชมมาแล้วหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่งานภาพยนตร์อย่าง แมนสรวง หรือซีรีส์ Shine จากสังกัด Be On Cloud ที่ร่วมงานกับ มาย ภาคภูมิ และ อาโป ณัฐวิญญ์ รวมถึง 4MINUTES ที่ร่วมงานกับ ไบเบิ้ล วิชญ์ภาส และ เจษ เจษฎ์พิพัฒ ไปจนถึงผลงานละครเวทีเรื่องล่าสุดอย่าง Once Again อีกสักครั้ง..ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก ที่มี บอย ปกรณ์  นุ่น ศิรพันธ์ และนักแสดงอีกหลายคนมาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวบนเวทีเมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์

ควบคู่ไปกับงานสร้างสรรค์เหล่านั้น ครูบัวยังทำหน้าที่หัวหน้าภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะอาจารย์ผู้สร้างคนรุ่นใหม่ให้กับวงการ และเคยได้รับรางวัลทรงเกียรติอย่าง “รางวัลคึกฤทธิ์ สาขาวรรณศิลป์ (ผู้เขียนบทละคร)” (ปี 2560) จากมูลนิธิคึกฤทธิ์ ๘๐ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รางวัลบทละครดั้งเดิมยอดเยี่ยม จากชมรมวิจารณ์ศิลปะการแสดง สำหรับละครเรื่อง “ฉุยฉายเสน่หา” (ปี 2556) เป็นต้น

ตลอดหลายปีบนเส้นทางของนักเขียนบท คนทำละคร และอาจารย์ผู้ทำงานทั้งในห้องเรียนและห้องซ้อม สิ่งที่ครูบัวพยายามทำมาโดยตลอดอาจไม่ใช่แค่การ “สร้าง” เรื่องราวผ่านบท แต่คือการทำความเข้าใจ “มนุษย์” เพราะสำหรับเธอ ไม่มีตัวละครคนไหนเกิดขึ้นมาโดยไม่มีที่มา และทุกชีวิตล้วนมีเหตุผลของการเป็นตัวเอง

เบื้องหลังผลงานและบทบาทที่หลากหลายเหล่านั้น คือผู้หญิงคนหนึ่งที่ยังคงเชื่อว่า “ชีวิต” คือวัตถุดิบชั้นดีที่สุดของการเล่าเรื่อง และทุกแง่มุมของผู้คน คือเรื่องเล่าที่ไม่มีวันจบ

 

“บัวบอกนิสิตอยู่ตลอดว่า เรากำลังถืออาวุธ
ที่ยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์ มันชี้นำสังคมได้เลย
มันเหมือนซอฟต์เพาว์เออร์ที่หุ้มด้วยทอฟฟี
แล้วมันไปทำงานกับระบบวิธีคิด
และการมองโลกของคนทั้งหมดเลยค่ะ”

ครูบัว – ผศ. ดร. ปริดา มโนมัยพิบูลย์
อาจารย์หัวหน้าภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ

 

ก้าวแรกสู่โลกที่ไม่คุ้นเคย

ชีวิตของครูบัวไม่ได้เริ่มต้นจากแสงสปอตไลต์ในสตูดิโอ แต่เริ่มจากการเป็นเด็กหญิงที่เติบโตมาในโลกของครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่นแบบธรรมเนียมจีนทั่วไป ซึ่งอาชีพคนทำละครดูจะเป็นเรื่องไกลตัวเกินจะนึกถึง “จริงๆ แล้วบัวชอบเขียนตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ตั้งแต่ประมาณประถมปลาย อ่านหนังสือ อ่านนิยาย อ่านวรรณกรรม แล้วก็เขียนนู่นเขียนนี่ของตัวเอง ตอนประมาณ ป.5–ป.6 จำได้ว่าอ่านเรื่องย่อละครในหนังสือพิมพ์ แล้วรู้สึกว่า เฮ้ย อันนี้มันเป็นอีกอย่างหนึ่ง คือเวลาเราเขียนนิยาย มันไม่ได้ถูกทำออกมาเป็นโปรดักชัน ไม่ได้มีชีวิตออกมาเป็นคนจริงๆ แต่คนที่เอานิยายมาแล้วเขียนให้คนพวกนี้เล่น เขาคือใคร เขาทำไง ตอนนั้นก็เลยรู้สึกว่า อ๋อ มันมีอาชีพคนเขียนบท”

ขอบคุณภาพจากครูบัว

แม้ความฝันจะเริ่มจุดประกายตั้งแต่ประถม แต่การจะก้าวเข้ามาสู่เส้นทางนี้ในรั้วจามจุรีสำหรับเธอกลับเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนักหน่วง “ที่บ้านเป็นบ้านคนจีนทำธุรกิจ ห่างไกลจากวงการเอนเทอร์เทนเมนต์มาก พอเข้าไปเรียนปี 1 ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่ามีภาควิชาศิลปการละคร ก็เข้าไปเรียนวิชาห้องรวม แล้วรู้สึกว่า เฮ้ย ชอบอ่ะ ถึงเรียนเอกอังกฤษ ก็เข้าไปมีส่วนร่วมในโปรดักชันของพี่ๆ เป็นเด็กวิ่งหลังเวที เป็นสเตจครูว์ เขาใช้อะไรเราก็ทำ แล้วว้าวมากกับกระบวนการซ้อม เราเห็นตั้งแต่มันยังเป็นหน้ากระดาษ อยู่ตั้งแต่วันแรกที่เค้าเฟิสต์รีด ซ้อมไปจนมันมาประกอบร่างกันเป็นโปรดักชัน วันที่เปิดการแสดง วันที่คนดูปรบมือตอนท้าย แบบ โห นี่มันแมจิกอ่ะ'”

ในวันนั้นครูบัวตัดสินใจเรียนการละครเป็นวิชาโท และพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานบทละครเรื่อง “ระหว่างเมื่อวานกับวันพรุ่งนี้” ที่คว้ารางวัลบทละครยอดเยี่ยมจาก “สดใสอวอร์ด” ซึ่งกลายเป็นใบเบิกทางสำคัญที่ทำให้ครอบครัวมั่นใจในเส้นทางนี้ของครูบัว

“ย้อนกลับไปตอนนั้นเรากระหายมากค่ะ เพราะรู้สึกว่าต้องพิสูจน์ตัวเองให้พ่อแม่เห็น เพื่อนเอกอังกฤษพอเวลาตกห้าโมงเย็นก็กลับบ้านไปท่องหนังสือกันหมดแล้ว แต่เราเพิ่งจะเริ่มซ้อมละคร” ครูบัวเล่าย้อนถึงความทุ่มเทในวัยนั้น แม้ทุกวันนี้เมื่อกลับไปอ่านบทละครเรื่องดังกล่าว เธอจะหัวเราะเบาๆ ด้วยความเอ็นดูในความเป็นเด็กของตัวเองว่า “กลับไปอ่านตอนนี้แล้วรู้สึกว่า มันนาอีฟมากเลยนะคะ (หัวเราะ) มองโลกได้แบบด้านเดียวมาก แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่พาเราไปสู่โอกาสอีกมากมาย”

ขอบคุณภาพจากครูบัว

 

เปิดโลกแห่งการเรียนรู้…ของจริง

หลังจากเรียนจบ ครูบัวเริ่มงานเขียนบทละครโทรทัศน์เรื่อง “น้ำพุ” และงานเขียนบทอีกมากมาย ทั้งหนังและมิวสิกวิดีโอ แต่เธอก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองหยุดอยู่แค่หน้ากระดาษ “ช่วงนั้นบัวเอกซ์พลอร์งานเยอะมากค่ะ ไปทำงานกองถ่าย เป็น Assistant Stage Manager ให้กับละครเวทีต่างประเทศที่มาเล่นที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ ทำงานกับ Performance Artist จากอเมริกา ทำหลายอย่างอยู่ประมาณเกือบ 2 ปี”

ประสบการณ์ในสนามจริงเหล่านี้กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้เธอมั่นใจในเส้นทางสายละคร จนกระทั่งพ่อแม่ยื่นคำขาดว่า “ถ้าไม่ไปเรียนต่อ ก็ไม่ส่งเงินแล้วนะ” (หัวเราะ) การตัดสินใจบินลัดฟ้าไปเรียนต่อด้านการเขียนบทที่อังกฤษจึงเริ่มต้นขึ้น ซึ่งนั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทลาย “บับเบิล” ของเธอ “ก่อนหน้านี้บัวเป็นเด็กในโลกลาเวนเดอร์มาก โตมาแบบอยู่ในโลกที่สวยงาม แต่พอไปเรียนที่อังกฤษ อาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งเป็นอดีตทหารเรือแชลเลนจ์บัวหนักมาก ท่านบอกเสมอว่า ‘ประวัติศาสตร์ก็คือเรื่องเล่า (Narrative) หนึ่ง ลองไปหาแง่อื่นมาเล่าให้ฟังดูสิ’”

ขอบคุณภาพจากครูบัว

คำสอนนั้นเปลี่ยนวิธีที่เธอเคยมองโลกไปโดยสิ้นเชิง “นั่นทำให้บัวเข้าใจเลยว่า ทุกอย่างมันกลมเหมือนโลก ไม่มีอะไรที่มีด้านเดียว” บทเรียนนี้เองที่กลายเป็นรากฐานสำคัญในงานเขียนของเธอ ที่มักหยิบยกแง่มุมที่คนมองข้ามมาถ่ายทอด เพื่อแสดงให้เห็นว่าตัวละครหรือประวัติศาสตร์ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่เคยมีแค่ชุดความจริงเพียงชุดเดียว

การเปิดโลกของเธอยังรวมไปถึงการตัดสินใจ “เปลี่ยนโหมด” จากนักเขียนบทมาเป็นนักเรียนทำขนมในช่วงเวลาที่เหลือเพียงการเขียนเล่มวิทยานิพนธ์ “จริงๆ หลักสูตรมัน 3 ปี แต่บัวมีช่วง ‘เกเร’ ไป 1 ปีค่ะ (หัวเราะ) พอเรียนไปได้ 2 ปี ทำโปรดักชันครบตามโจทย์แล้ว เหลือช่วง 8 เดือนสุดท้ายที่ต้องเขียนงานส่งเป็นเล่ม บัวเริ่มรู้สึกว่าอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากเมืองเล็กๆ ที่เอ็กซิเตอร์ของอังกฤษ ประกอบกับจังหวะที่น้องชายไปเรียนต่อปริญญาโทที่ลอนดอนพอดี บัวเลยตัดสินใจเก็บกระเป๋าเข้าเมืองไปอยู่กับน้อง”

ที่ลอนดอน บัวเปลี่ยนตัวเองเป็นนักเรียนทำขนมที่ กอร์ดอง เบลอ อย่างจริงจัง “ช่วงนั้นคือการเที่ยวเล่น ดูละครเวที และเรียนทำขนมจนได้ดิพโพลมา ซุปเปอร์ไวเซอร์ที่มหาลัยก็ตามหาว่า ‘ยูหายไปไหน’ (หัวเราะ)” อาจจะเรียกว่าหนีจากหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยตัวอักษร ไปสู่ความแม่นยำของสูตรอาหารและการเข้าครัว เพื่อทำตามความสุขอีกด้านและเติมเต็มประสบการณ์ชีวิต “สุดท้ายพอครูบอกว่า ‘ยูต้องกลับมาได้แล้ว’ บัวก็พร้อมกลับไปปิดเล่ม ซึ่งมันใช้เวลาแค่ 3–4 เดือนสุดท้ายเท่านั้น บัวขังตัวเองไม่ออกไปไหนเลยเพราะทุกอย่างในหัวมันพร้อมอยู่แล้ว เราแค่มัวไปเกเรหาประสบการณ์ชีวิตมาเติมเต็มอยู่ (หัวเราะ)”

 

หลังม่านห้องเรียน:
ในฐานะ “ครู” ผู้สร้างพื้นที่ปลอดภัย

เมื่อกลับมาเมืองไทย พร้อมหน้าที่ใหม่ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัย บรรยากาศในห้องเรียนของครูบัวคือความท้าทายที่เธอหลงใหล “บัวชอบสอนหนังสือค่ะ บัวชอบเวลาที่เราเจอนิสิตนักศึกษาตั้งแต่ตอนที่เค้ายังเฟรชมากๆ เค้ามาพร้อมไอเดียที่น่าสนใจ แต่มันกระจัดกระจายไปหมด แล้วเราให้เครื่องมือเค้า ท้ายที่สุดมันออกมาแล้วมันน่าตื่นเต้นเสมอ มันคล้ายๆ ทำละครค่ะ มันเริ่มจากอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่มีอะไรเลย แล้วเราก็ต้องจัดการมัน ประกอบร่างมัน แล้วพอในที่สุดเห็นเอาต์คัมออกมา มันมหัศจรรย์ มันแมจิกมาก”

การเป็นอาจารย์ของครูบัวไม่ใช่การยืนพูดหน้าห้อง แต่เป็นการกระตุ้นให้เด็กๆ กล้าตั้งคำถามกับโลกและตัวเอง เธอเชื่อเสมอว่างานละครที่นิสิตสร้าง คือการถือครองพลังที่สำคัญยิ่ง “บัวบอกนิสิตอยู่ตลอดว่า เรากำลังถืออาวุธที่ยิ่งกว่าระเบิดนิวเคลียร์เลยนะ เราถืออาวุธที่เพาเวอร์ฟูลมาก มันชี้นำสังคมได้เลย มันบอกได้เลยว่าเราอยากให้คนรู้สึกยังไง คิดยังไง โดยที่เค้าไม่รู้ตัว มันเหมือนซอฟต์เพาว์เออร์ที่ถูกห่อหุ้มด้วยทอฟฟี เสพง่าย กินง่าย แต่จริงๆ แล้วมันไปทำงานกับระบบวิธีคิดและการมองโลกของคนทั้งหมดเลยค่ะ”

ในคลาสเรียนที่เข้มข้น ครูบัวมักจะเริ่มด้วยการให้โจทย์ที่ดูเหมือนไม่มีทางออก แต่จริงๆ แล้วคือการให้พื้นที่พวกเขาได้สำรวจตัวเอง “ในคลาสของบัว เราไม่ได้สอนแค่เทคนิคการเขียนบทหรือวิเคราะห์ละคร แต่สอนให้เค้ามองเห็นชีวิต นิสิตบางคนเข้ามาพร้อมความกลัว กลัวมันจะผิด หรือมันจะไม่สวยงาม บัวบอกเสมอว่า ‘ถ้ามันยังไม่พัง มันก็ยังไม่เริ่มเติบโต’ เราต้องสร้างสเปซให้เค้ารู้สึกปลอดภัยพอที่จะลองผิดลองถูก เพราะในห้องเรียนนี้ ความผิดพลาดคือวัตถุดิบชั้นดีที่สุด”

เธอยังเล่าถึงโมเมนต์สำคัญที่มักเกิดขึ้นในห้องเรียน คือการดีเบตเรื่องแรงจูงใจของตัวละคร “บ่อยครั้งที่เด็กจะบอกว่า ‘ครูครับ ตัวละครตัวนี้มันนิสัยไม่ดีเลย’ บัวจะถามกลับว่า ‘แล้วอะไรทำให้เขาเป็นแบบนั้นล่ะ’ การเปลี่ยนจากคำตัดสินว่าเขา ‘เลว’ เป็นการเข้าใจว่าเขา ‘แตกสลายตรงไหน’ นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้นิสิตของบัวเติบโตขึ้น ไม่ใช่แค่ในฐานะนักเขียนบท แต่ในฐานะมนุษย์ที่มองโลกอย่างเข้าอกเข้าใจ (Empathy)”

มากกว่าผู้สอน คือ “ผู้สร้าง”
ที่มองเห็นศักยภาพคน

แม้งานในวงการจะรัดตัว แต่ครูบัวยืนยันว่าการสอนคือสิ่งที่เธอขาดไม่ได้ “จริงๆ ครูละครบางคนอาจชอบทำละครมากกว่า เพราะอาชีพละครเวทีในเมืองไทยมันเป็นไปไม่ได้ (หัวเราะ) แต่บัวถามตัวเองเสมอว่า ไม่… บัวชอบสอนค่ะ ต่อให้ตอนที่เริ่มทำสตูดิโออย่างจริงจัง ที่ภาควิชาก็เคยถามว่าบัวจะลาออกไหม บัวก็ตอบว่าไม่ เพราะนอกจากเราจะได้ส่งต่อเครื่องมือให้นักศึกษาแล้ว การสอนยังเติมอะไรให้เราตลอดเวลา ยิ่งตอนนี้ที่อายุห่างจากเด็กๆ มากขึ้นเรื่อยๆ บัวว่ามันจำเป็นมากที่เราต้องตามโลกให้ทันผ่านมุมมองของนิสิตและเด็ก Gen Z ทั้งหลายค่ะ”

ละครเวที Once Again อีกสักครั้ง…ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก
ภาพล่างขวา: ครูบัวกับครูหนิง พันพัสสา

 

นิยามคำว่า “ครูบัว” ในวันนี้

จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างงานศิลปะบนหน้ากระดาษ แต่เป็นการสร้าง “คน” ให้เติบโตในแบบของตัวเอง โดยมี ‘ไลฟ์ ครีเอเตอร์’ (Live Creator) ห้องแล็บของชีวิตและคนทำละครที่เปิดร่วมกับครูหนิง(พันพัสสา ธูปเทียน) ชวนทำความรู้จักครูหนิง คลิกอ่านที่นี่ เป็นดั่งเวทีที่เปิดกว้าง “ปีที่ผ่านมามีโปรดักชันของลูกศิษย์มาเล่นหลายเรื่องมาก เรามีโปรแกรมโคโปรดิวซ์ คือเราซับซิไดซ์ให้ส่วนหนึ่ง แล้วค่อยโปรฟิตแชร์กัน ขาดทุนก็ถือว่าขาดทุนไปด้วยกัน (หัวเราะ) เราเอาคอนเน็กชันที่มีมาช่วย ทั้งหานักแสดงและการจัดการหลังบ้าน บัวว่ามันดีมากค่ะ มันคือเหตุผลที่เรามีสเปซนี้ ไม่ใช่แค่ให้เราสร้างงาน แต่คือการสร้างคนให้เขามีอาชีพ และมีที่ทางในการสร้างงานของตัวเขาเองต่อไป”

การสร้างพื้นที่นี้ขึ้นมาเพื่อความยั่งยืนของคนทำงานสร้างสรรค์ เพราะครูบัวเชื่อเสมอว่า ถ้าคนรุ่นใหม่ขาดที่ทาง พวกเขาก็อาจต้องทิ้งแพสชันไปทำอาชีพอื่นที่ตอบโจทย์ชีวิตมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอเสียดายแทนเสมอ

ผลงานภาพยนตร์เรื่องแมนสรวง – ภาพจาก Be On Cloud

 

เบื้องหลังทุกงาน
คือความท้าทายที่ไร้ขีดจำกัด

นอกจากสอนหนังสือ การเป็น “คนเบื้องหลัง” ครูบัวก็ยังคงทำคู่กันไป ในส่วนของงานโปรดักชัน หัวใจสำคัญของครูบัวคือการเชื่อมต่อระหว่าง “บท” กับ “นักแสดง” “จริง ๆ บัวไม่ได้ทำงานกับนักแสดงโดยตรง เพราะมันจะผ่านผู้กำกับ แต่ก็มีผลต่อกันอยู่แล้ว อย่าง Once Again เขียนบทเสร็จแล้ว ครูหนิงเริ่มทำเวิร์กชอปกับนักแสดง แล้วก็มาบอกว่า ‘วันนี้เจอสิ่งนี้ๆ’ ทีนี้ก็เป็นงานของบัว ที่ต้องเอามากรองว่า สิ่งที่เค้าเจอ มันไปไกลกว่าบทเรา แล้วมันน่าสนใจมาก เพราะเราเป็นคนคิดแทนตัวละครทุกตัว ต่อให้เข้าใจทุกตัวยังไง เราก็ไม่ใช่คนที่ทำให้ตัวละครมีชีวิตขึ้นมา นักแสดงเค้าเป็นคนทำ ทุกเรื่องเลยค่ะ เค้าจะเจออะไรบางอย่างที่เรารู้สึกว่า ‘ว้าว’ แล้วก็ขอใช้ เอามาปรับบท” ในห้องซ้อมละครของครูบัว นักแสดงไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “ท่องบท” แต่พวกเขาคือ “ผู้ร่วมสร้างสรรค์”

ครูบัวมองว่าการเวิร์กชอปคือกระบวนการขุดสมบัติ “เวลานักแสดงทำการบ้านมา มีอินพุตมา ว่าเค้าคิดว่าตัวละครเป็นแบบนี้ มันดีมาก นักแสดงที่ทำงานมาด้วยกันน่ารักมาก เคารพบทมาก แล้วก็เอกซ์พลอร์ไปต่อจากขอบเขตที่บทมีให้ บางครั้งเค้าขอปรับไลน์ บางครั้งก็ให้ บางครั้งก็ไม่ให้ (หัวเราะ) หลายครั้งมันคอนเนกเดอะดอตให้เราเลย ว่าถ้ามันเป็นแบบนี้ มันตอบโจทย์ว่าทำไมตัวละครถึงตัดสินใจแบบนี้” การทำงานกับนักแสดงสำหรับครูบัวจึงไม่ใช่การควบคุม แต่คือการพึ่งพาอาศัย “บทมันไม่มีชีวิตจนกว่ามันจะถูกจัดแสดงโดยเค้า นักแสดงที่มีอินพุต มีวินัย เค้าไม่ได้มองแค่ท่องบทมาแล้วเล่นแล้วก็จากไป มันดีมาก เพราะเราต้องพึ่งพาเค้าในการทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ” สำหรับเธอ การเล่นละครไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบ แต่มันคือเรื่องของการทำการบ้านและเข้าใจฟังก์ชันของบทอย่างถ่องแท้

ไปจนถึงงานระดับประเทศอย่างการเปิดตัว คิง เพาเวอร์ มหานคร แลนด์มาร์กหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่ความรับผิดชอบของครูบัวคือการบริหารจัดการความคาดหวังให้กลายเป็นความจริง “งานใหญ่อย่างของคิง เพาเวอร์ฯ มันมีสตอรีที่ต้องเล่า เราก็ต้องเอาศาสตร์ของการเล่าเรื่องมาจับกับตัวสถานที่ ซึ่งมันมีความไซต์สเปซิฟิก ต้องใช้ตัวตึกให้สื่อความหมายได้ดีที่สุด ครูหนิงก็คุมโชว์ ทำงานกับนักแสดง ทุกคิวต้องเป๊ะ เป็นงานที่ใส่เต็มทุกอย่างมาก เป็นงานที่ท้าทาย แต่สนุกมาก เพราะมันไม่มีขีดจำกัดเลยค่ะ” ในแต่ละโปรเจกต์ที่เธอทำ ความยากลำบากที่เธอต้องเผชิญคือการทำให้ “คนดู” เชื่อในเรื่องราว “คนดูซีรีส์วายก็อยากฟิน แต่เราก็อยากเล่าเรื่องยุคนั้นด้วย เป็นเรื่องที่เด็กอักษรดูแล้วจะบอกว่า ‘นี่มันอักษรมาก’ อย่างตัวละครคู่หนึ่งจีบกันผ่านวรรณกรรมยุคนั้น ขีดเส้นใต้ข้อความแล้วส่งต่อกันเหมือนรหัสดีวีย์ อะไรอย่างเนี้ยค่ะ” การทำงานกับความคาดหวังของคนดูที่หลากหลายกลายเป็น “บทเรียน” ให้เธอต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

ภาพจาก KING POWER

 

บทจบในแบบไม่สมบูรณ์แบบ

เมื่อถามถึงคะแนนชีวิต ครูบัวให้คะแนนตัวเองไว้ที่ 9 พร้อมเหตุผลที่สะท้อนถึงการเติบโต “บัวไม่รีเกรตกับอะไรเลยนะคะ คือชีวิตก็ทำอะไรพลาดมาเยอะแหละ แต่บัวก็รู้สึกว่ามันก็เป็นสิ่งที่แบบ อื้ม เรียนรู้อันนู้นเนาะ อีก 1 คะแนนที่หายไป มันอาจจะมาจากการที่บัวยังรู้สึกว่าสิ่งที่ทำมามันยังไม่พอ ยิ่งพอโตขึ้นแล้ว สิ่งที่เราพูดหรือสิ่งที่เราทำมันมีผลกระทบกับคนได้มากกว่าตอนเด็ก ก็จะพยายามทำสิ่งนี้ต่อไป ทำให้มากขึ้น โดยหวังว่ามันจะขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงอะไรได้”

ในฐานะคุณแม่ เธอมีมุมมองต่ออนาคตของลูกสาวไว้อย่างน่าสนใจ “บัวจะเลี้ยงลูกแบบให้เห็นโลกแง่อื่นด้วย บัวไม่อยากเลี้ยงแบบอยู่ในโลกบับเบิล เพราะต้องเผชิญกับความเป็นจริงเหมือนที่บัวเคยเรียนรู้มา” เธอยอมรับว่าชีวิตนี้ก็เคยมีช่วงที่ “พัง” ทั้งเรื่องงานเรื่องความรัก แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เธอเป็นคนที่มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น ละครชีวิตของตัวเองเธอเองจึงอยากให้ชื่อเรียบง่ายแต่มากด้วยความหมายว่า “แง่มุมต่างๆ ของชีวิต” หรือ “Aspects of Life” ซึ่งสรุปตัวตนของผู้หญิงที่รักการสำรวจโลกผ่านตัวละครคนนี้ได้อย่างดีที่สุด ซึ่งสรุปตัวตนของผู้หญิงที่รักการสำรวจโลกผ่านตัวละครคนนี้ได้อย่างดีที่สุด เพราะชีวิตนั้นย่อมมีความหมายเสมอ

Author

กฤษณา คชธรรมรัตน์

Author

นักเขียนที่ให้ความสนใจกับทุกเรื่องบนโลก อย่างละนิดอย่างละหน่อย บ่อยครั้งจึงวาร์ปไปเขียนเรื่องโน้นเรื่องนี้อย่างสนุกสนาน

Web Editor

ปิ่นอนงค์ วัชรปาณ

Web Editor

บรรณาธิการเว็บ Thaipower.co อดีตบรรณาธิการบางสำนัก นักข่าวและคอลัมนิสต์จำเป็น โกสต์ไรเตอร์...ผู้รักการเดินทาง หลงใหลกลิ่นกาแฟ และเป็นมูฟวีเลิฟเวอร์

Author

ณรงค์ ศิริกาญจนพงศ์

Photographer