Passion

ดวงหรือรักจริง แนท Horoscarf
เจ้าของแบรนด์ผ้าพันคอสายมูหัวใจศิลป์

วรากร เพชรเยียน 4 Jan 2022
Views: 4,710

ภาพวาดสีน้ำจากปลายพู่กันของ แนท-ดร. ณัฐธิดา ภู่จีบ โฮโรสคาร์ฟ ถูกพิมพ์ลงบนผืนผ้า แต่งเติมเพิ่มมนตร์สะกด เปลี่ยนให้ผ้าสีขาวสะอาดจากโรงงานธรรมดา เป็นเครื่องรางที่สามารถพกพาติดตัวไปได้ทุกที่ จากลายนักษัตรตามปีเกิดที่สวยงามเกินจะบรรยาย

ด้วยความรักและความเชื่อในดวง จึงทำให้แนทผู้มีฝีมือด้านการวาดรูปเป็นทุนเดิมอยู่แล้วริเริ่มทำผ้าพันคอลายปีนักษัตร ที่เริ่มต้นจากการทำแจกให้กับคนรอบข้างและทำขายเพียงไม่กี่ชิ้น จนถึงวันนี้ได้เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ไทยที่เข้ามาขายใน คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี โชว์งานศิลปะจากปลายพู่กันจนสามารถเอาชนะใจทั้งคนไทยและต่างชาติได้ 

 เรารู้สึกว่าศิลปะทำให้คนเป็นคนที่สมบูรณ์ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

แนท-ดร. ณัฐธิดา ภู่จีบ เจ้าของแบรนด์ HOROSCARF

 

ถึงวันนี้แนทไม่เพียงเป็นอาจารย์สอนศิลปะ คณะศิลปกรรมศาสตร์ ในรั้วมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเพียงอย่างเดียว หากแต่มีแบรนด์ผ้าพันคอ HOROSCARF เป็นอีกหนึ่งตัวตนที่สะท้อนความคิด ความรักในงานศิลปะและหลักโหราศาสตร์ด้วย ซึ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นมาได้ด้วยความตั้งใจและรักจริง

“เราเป็นคนชอบแอปพลายอาร์ต ชอบพวกครีเอทีฟอาร์ต ไม่ได้ชอบงานที่อยู่บนกระดาษ แต่ชอบงานอาร์ตที่เอามาลงโปรดักต์ต่างๆ อยู่แล้ว มันก็เลยต่อยอดได้ไม่ยาก” 


การเป็นครูศิลปะกับงานราชการที่ไปกันไม่ได้

ก่อนหน้าที่แนทจะได้เข้ามาเป็นครูสอนศิลปะย้อนกลับไปเมื่อตอนที่เธอยังเป็นเด็กนักเรียนชั้นม.5 เธอรู้ตัวตั้งแต่นั้นว่าอยากลงเรียนทางด้านนี้ท่ามกลางความคาดหวังของพ่อแม่ที่ทำงานราชการสุดท้ายเธอเลือกลงเรียนปริญญาตรีในสาขาวิชาศิลปศึกษา (Art Education) คณะครุศาสตร์เป็นนิสิตในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามความคาดหวังของครอบครัว “คุณพ่อคุณแม่รับราชการเขาก็อยากให้เราเป็นหมอแต่เรารู้ตัวตั้งแต่ม.5 ว่าเราอยากเรียนศิลปะแต่ไม่ได้คิดว่าอยากเป็นครูนะพอเรียนครูไปเราก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับการเรียนครู” 

หลังจากจบมาแนทก็เริ่มต้นเป็นครูสอนศิลปะในโรงเรียนแห่งหนึ่งประกอบกับเรียนปริญญาโทด้านบริหารไปพร้อมกัน “แนทจบปริญญาโทด้านบริหารจุฬาฯก็เลยมีแนวคิดด้านการทำธุรกิจมาจากตอนนั้นแล้วก็กลับมาเรียนปริญญาเอกศิลปศึกษาที่จุฬาฯอีกทีหนึ่ง” แต่หลังจากเรียนจบและกลับมาเป็นครูราชการในโรงเรียนได้เพียงสี่เดือนก็ตัดสินใจลาออกและใช้ทุนไปกว่าสองล้านบาทด้วยระบบที่ไม่เอื้อกับคนทำงานสายศิลปะ

“ระบบมันบังคับให้เราไม่สามารถครีเอทการสอนเองได้ การสอนในโรงเรียนมันมีเวลาสอนน้อย เราอาจเรียนคณิตศาสตร์สามชั่วโมง แต่เราได้เรียนศิลปะแค่ชั่วโมงเดียว เราไม่สามารถป้อนสิ่งดีๆ ให้กับลูกศิษย์ได้ เพราะไม่มีเวลาพอ” แม้ว่าการลาออกจากราชการจะไม่เป็นไปตามความคาดหวังของครอบครัว แต่สุดท้ายครอบครัวก็ยอมรับและเข้าใจในการตัดสินใจนั้น พร้อมทั้งผลักดันให้เธอทำในสิ่งที่รัก “ข้าราชการมันมีข้อดีตรงสวัสดิการรักษาพยาบาล แต่เราก็ไม่ได้คิดว่าเราจะเกิดมาเพื่อป่วย เราก็แค่อยากมีความสุขในทุกๆ วัน” ตอนนี้แนทจึงเป็นทั้งอาจารย์ให้ความรู้แก่ศิษย์ และเจ้าของแบรนด์ผ้าพันคอที่สะท้อนความชอบและความหลงใหลของตัวเองไว้จนหมด ทั้งหมดนี้เธอทำได้ในอายุเพียงแค่ 35 ปีเท่านั้น 

ผ้าพันคอปีมะแม ลายแรกของแบรนด์

ย้อนกลับไปเมื่อปลายปีมะเมียพ.ศ. 2557 ผ้าพันคอลายแรกถูกคิดขึ้นจากความตั้งใจอันบริสุทธิ์ที่อยากมอบให้เป็นของขวัญแก่ผู้ใหญ่และครูอาจารย์ “เริ่มต้นมาตั้งแต่ตอนเรียนปริญญาเอกตอนนั้นเราเรียนแต่วิชาการอย่างเดียวก็เลยเบื่ออยากวาดรูปเพราะเราวาดรูปมาโดยตลอดตอนนั้นใกล้ปีใหม่คิดจะทำของขวัญให้กับผู้ใหญ่และอาจารย์ก็เลยคิดว่าวาดรูปเองดีกว่าแล้วก็อยากทำผ้าพันคอเพราะส่วนตัวเป็นคนชอบซื้อผ้าพันคออยู่แล้ว” จากนั้นเธอเริ่มดีลกับโรงงานแต่ด้วยความที่จำนวนผ้าพันคอที่อยากแจกน้อยกว่าจำนวนขั้นต่ำของโรงงานที่คุยไว้แนทจึงนำมาโพสต์ลงเฟซบุ๊กขายส่วนที่เหลือซึ่งได้กระแสตอบรับดีจนขายหมดในวันสองวัน

“เพราะว่าปีต่อไปจะเป็นปีแพะลายแรกเราก็เลยทำปีมะแมออกมาคอนเซ็ปต์ของเราเราอยากให้มันเป็นผ้าพันคอเสริมดวงด้วยสวยด้วย” หลังจากผ้าพันคอผืนแรก…ลายปีมะแมทำขึ้นในปีมะเมีย…ถูกส่งต่อถึงมือผู้รับก็มีกระแสตอบรับจากคนอื่นๆจนกระทั่งเธอตั้งใจเริ่มต้นแบรนด์ผ้าพันคอของตัวเองและพัฒนาลายผ้าให้มีมากขึ้น “ปีแรกที่ทำเราทำได้แค่ 5 ลายเราใช้วิธีวาดมือวาดสีน้ำในขนาดที่ใหญ่ที่จะสามารถเอาไปทำเป็นลายผ้าพันคอขนาดใหญ่ได้หลายขั้นตอนนิดหนึ่งเราต้องวางแผนดีๆไม่อย่างนั้นเหมือนต้องทำกระดาษแผ่นใหม่เลย” 

นอกจากจะสวยงามแล้ว งานวาดมือยังเป็นจุดที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ด้วย “เราอยู่ในยุคที่เป็นดิจิทัลเยอะๆ คนเราก็โหยหาความเป็นงานแฮนด์เมด”

เจ้าของแบรนด์สายมู

“ไอเดียที่มันเกิดขึ้นคือเราไปแก้ชงก่อนหน้านั้นแล้วได้รับคำแนะนำให้ใส่สร้อยที่เป็นปีฮะกับเรา” เธอหมายถึง ‘ฮะ’ กันที่ทำแล้วดี…ส่งเสริมให้รุ่งเรือง(ตรงข้ามกับ ‘ชง’) ตามความเชื่อของจีนก่อนเล่าให้เราฟังต่อ “เราก็ซื้อสร้อยนั้นกลับมาแล้วก็ไม่ใส่เลยเพราะว่ามันไม่แฟชั่นจึงเป็นไอเดียว่าถ้าเกิดมันแก้ชงได้มันก็ต้องสวยด้วยสิ” จากจุดเริ่มต้นและความเชื่อเรื่องโหราศาสตร์ของแนททำให้เธอใช้จุดนี้มาพัฒนาเป็นลายผ้าพันคอที่ไม่เพียงสวยงามด้วยลายสัตว์แต่ยังนำหลักโหราศาสตร์มาใช้ด้วย “เราไปอ่านหนังสือหาสีมงคลของแต่ละปีทุกอย่างก็คืออิงตามหลักโหราศาสตร์ส่วนลายสัตว์อื่นๆนอกจากนี้ก็จะเป็นสัตว์มงคลก็ยังอิงตามหลักฮวงจุ้ยตามหลักการวาดข้อมูลทุกอย่างเราศึกษาหมด”

ด้วยความหลงใหลในโหราศาสตร์ เธอยังพัฒนาออกมาเป็นผ้าลายอื่นๆ ที่มีความหมายเป็นมงคล ซึ่งได้ไอเดียจากการทดลองขายและฟีดแบ็กจากลูกค้า “เราออกแบบออกมาเป็นลายปลาคาร์ฟเก้าตัวว่ายทวนน้ำ เสริมดวงเรื่องการเงินการงาน ลายกวางเสริมดวงเรื่องสุขภาพ มั่งมีศรีสุข ลายนกกาเหว่าบนกิ่งอู่ถง เป็นความเชื่อของทางเอเชียว่าถ้ามีภาพนี้ติดอยู่ในบ้าน จะช่วยเรื่องความโชคดีเข้าสู่บ้าน” นอกจากนี้ยังมีลวดลายช้าง เสริมดวงเรื่องเกียรติยศ บรรจุลงในแพ็กเกจจิ้งสวยงามพร้อมการ์ดบอกความหมาย 

“แบรนด์นี้มูเลยค่ะ” แนททิ้งท้าย


ศิลปะอยู่รอบตัว คำพูดเกร่อแต่จริง

“เรารู้สึกว่าศิลปะทำให้คนเป็นคนที่สมบูรณ์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์”

เราเห็นแนทใช้ความรักทั้งในงานศิลปะและความชื่นชอบด้านโหราศาสตร์มาผลิตเป็นชิ้นงานเช่นนี้ในมุมมองของคนที่เป็นทั้งอาจารย์ศิลปะและเจ้าของแบรนด์เธอมีมุมมองต่อศิลปะที่สวยงามและชวนให้คิดตาม “เรารู้สึกว่างานศิลปะมันเป็นเรื่องใกล้ตัวกับทุกคนผู้หญิงแต่งหน้าเลือกสีเสื้อผ้ามันคือเรื่องของรสนิยมถ้าเรามีความรู้เรื่องศิลปะเยอะหรือมีศิลปะในใจนั่นจะทำให้เราเป็นคนมีรสนิยมที่ดีทำให้เรามีเสน่ห์นะ” และด้วยความที่เธอเป็นคนชอบงานศิลปะที่อยู่บนสิ่งของไอเดียนี้จึงไปสนับสนุนงานผ้าพันคอที่ทำได้อย่างลงตัวเป็นงานศิลปะที่เข้าใกล้คนมากขึ้น

และในโลกที่ทุกอย่างรวดเร็ว งานแอปพลายอาร์ตเข้ากับสิ่งของ ของใช้รอบตัวอย่างที่เธอทำ สำหรับแนท มันขายได้ ตราบใดที่เราจริงใจ “การ(ตัดสินใจ)ซื้อของก็คือความพอใจซื้อ พอใจขาย อาจจะมีสินค้ามากมายในท้องตลาด แต่ถ้าเราทำสิ่งนั้นได้ตรงใจกับผู้บริโภค มีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่แล้ว ยังไงมันก็ไปได้ มันเป็นเรื่องของความจริงใจ ความตั้งใจด้วย เราว่าสิ่งนั้นสามารถที่จะสื่อไปหาคนซื้อได้ ว่างานนี้เราตั้งใจจริงๆ” 

การทำผ้าพันคอ Horoscarf จึงเป็นเหมือนจุดศูนย์รวมของทั้งความรักในศิลปะและความหลงใหลด้านโหราศาสตร์ของแนทด้วย ซึ่งเธอสามารถหยิบมุมมอง ความรักของตัวเองเข้ามาใช้จนเกิดเป็นสินค้าที่หลากหลาย ไม่เฉพาะเพียงแต่ผ้าพันคอ

นอกจากผ้าพันคอทั้ง 12 ลายนักษัตรแล้ว ยังมีเสื้อคลุมและหน้ากากอนามัยที่เธอนำลายผ้าทั้ง 12 นักษัตรมาพิมพ์ลงในผ้าที่คัดสรรอย่างดีและถูกต้องตามที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ใช้ด้วย แต่ละชิ้นถูกตาต้องใจลูกค้าทั้งคนไทยและต่างประเทศ อีกทั้งด้วยยอดขายและกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากการขายใน คิง เพาเวอร์ จึงทำให้แบรนด์ของเธอสามารถกระจายฐานลูกค้าต่างชาติ โดยมีชาวสิงคโปร์ จีน ไต้หวัน ติดต่อมาเองโดยตรงได้อีก เรียกว่าเป็นความสำเร็จที่บอกเป็นนัยๆ ว่าเมื่อรักในสิ่งที่ทำมากพอ ผลดีเกิดขึ้นตามมาเสมอ 

บางทีผ้าพันคอเสริมดวงอาจจะไม่จำเป็นสำหรับแนทแล้วก็ได้ เพราะความรักในงานและความตั้งใจจริง เหนือดวงไปไกลโข จากการลงมือทำด้วยจิตวิญญาณความรักของตัวเอง

ถอดรหัสทำสิ่งที่รักให้สำเร็จในแบบของแนท Horoscarf”

• ค้นหาตัวเอง และความชอบของตัวเองให้เจอ และฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ

• ลองหยิบความรักในด้านอื่นๆ ของตัวเองมาปรับเข้ากับสิ่งที่ตัวเองทำได้เก่งที่สุด

• ศึกษาหาข้อมูลของสิ่งที่ตัวเองสนใจ เพื่อนำมาพัฒนาชิ้นงานของตัวเอง

• เปิดใจรับกระแสตอบรับจากผู้อื่น แล้วนำมาพัฒนาผลงาน

• ใส่ความตั้งใจของตัวเองลงไป ทุกอย่างเริ่มต้นที่ความตั้งใจและจริงใจต่อตัวเอง

 

HOROSCARF

ที่ตั้ง : 127 ซ.ลาดปลาเค้า 76 แยก 1 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. 10220

 

Facebook: HOROSCARF

 

ข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมที่ตลาดพลังคนไทย

คลิก: HOROSCARF

 

สนใจสินค้าพลังคนไทย สามารถสนับสนุนได้ที่คิง เพาเวอร์ทุกสาขา

Author

วรากร เพชรเยียน

Author

อดีตแอร์โฮสเตสผันตัวมาเป็นนักเขียน ผู้หลงใหลศิลปะและการเดินทาง นิยมการบอกรักประสบการณ์ผ่านตัวหนังสือ