Passion

รางวัลจากความพยายาม
บีทที่เติบโตขึ้นของ ‘จีนส์ วิชญาพร’

กองทรัพย์ ชาตินาเสียว 21 Mar 2022
Views: 914

“ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”

คติประจำใจแสนคลาสสิก แต่เป็นจริงตลอดกาลสำหรับที่เชื่อในความเพียร อย่าง จีนส์ วิชญาพร มือกลองวัย 15 ปี ที่เริ่มจับไม้กลองมาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ

คนที่เพิ่งรู้จัก ‘จีนส์ วิชญาพร’ อาจจะเห็นเด็กหนุ่มหน้าตี๋คนนี้ในการประกวดดนตรี THE POWER BAND ซึ่งจัดขึ้นโดย คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย ร่วมกับ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปลายปี 2564 ในฐานะมือกลองของวง Sixth Floor โรงเรียนเทพศิรินทร์ วงชนะเลิศระดับมัธยมศึกษา

“ถ้าใครถามผมว่าทำไมพวกเราถึงชนะ ผมมั่นใจว่า ทุกคนมีสกิลดนตรีที่ดี ดนตรีของพวกเรามีรายละเอียดมาก และวงเราเอนเตอร์เทนสุดยอด สิ่งนี้แหละที่ผมเชื่อว่าจะทำให้วงเราชนะวงอื่นๆ ได้”

จีนส์ วิชญาพร มือกลองวัย 15 พูดถึงวง Sixth Floor

 

แต่สำหรับวงการดนตรี จีนส์ ไม่ได้เป็นมือใหม่ไร้ชื่อ แต่เขาคือ “เด็กอัจฉริยะ” ด้านกลองคนหนึ่ง จีนส์ชนะเลิศการประกวดการตีกลองแห่งประเทศไทย The Drums Competition of Thailand “Overdrive Drum Fact 3 The Drum Battle” ในปี 2562 รุ่น Junior และชนะเลิศ รุ่น Open ใน Overdrive Drum Fact 4 การประกวดรายการเดียวกันในปี 2564 และปัจจุบันเขาคือหนึ่งในสมาชิกวง Sit Mirror ศิลปินค่าย LOMABin (โลมาบิน)

เส้นทางการเป็นนักดนตรีของจีนส์ อาจคล้ายกับอีกหลายคนในแวดวงนี้ แต่แต้มต่อที่อาจจะเรียกว่าโชคดี คือจีนส์ได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัวแบบ 100% จีนส์มีพี่ชายของเขาเป็นครูสอนตีกลองคนแรก โดยมีคุณพ่อคุณแม่ที่คอยผลักดันและให้กำลังใจอยู่เสมอ

“วิชญาพร” ครอบครัวนักดนตรี

คุณพ่อคุณแม่เป็นหนึ่งตัวแทนของพ่อแม่รุ่นใหม่ที่แม้ตัวเองไม่ใช่นักดนตรี แต่ชอบฟังเพลง สนับสนุนให้ลูกๆ มีงานอดิเรกคือการเล่นดนตรี กีฬา คอยเป็นผู้ฟังและผู้สนับสนุนที่ดี และสิ่งที่แปลกคือ ลูกชายทั้งสามคนเป็นนักดนตรีทั้งหมด

“ผมเริ่มเล่นกลองมาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ตอนนี้ผมอายุ 15 ปี ก็เล่นกลองมาทั้งหมด 11 ปีแล้ว ผมน่าจะเริ่มมาจากที่ผมเห็นพี่ชายของผมตีกลอง ซึ่งพี่ชายคนโตของผมเป็นมือกลองอยู่แล้ว เขาเป็นไอดอลคนแรก ทำให้ผมอยากตีกลอง พี่ชายช่วยสอนผมทุกอย่าง ตั้งแต่ปั่นกระเดื่อง ถือเป็นครูคนแรกของผม ที่ให้ผมเริ่มหยิบตะเกียบขึ้นมาเคาะๆ ตีๆ กับโต๊ะก่อน จากนั้นพอผมโตขึ้นมาอีกหน่อยก็ได้เริ่มตีกลอง ผมไม่รู้ว่าเล่นเพราะรักหรือเปล่า แต่พอจำความได้อีกทีก็คือรักการตีกลองไปแล้ว ถึงจะเล่นเครื่องดนตรีอื่นๆ เช่น กีตาร์ เปียโนเป็นบ้าง แต่ที่สุดของผมก็ยกให้กลองอยู่ดี”

นอกจากพี่ชายซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของจีนส์ในการเล่นดนตรีแล้ว เขายังมีน้องชายอีกคนหนึ่งที่อายุห่างกัน 2 ปี น้องชายของจีนส์มีฝีมือเล่นเบสเข้าขั้นไม่ธรรมดา เขาจึงชักชวนให้น้องปัณณ์ วิชญาพร มาเล่นตำแหน่งเบสในวงด้วยกัน (วง Overdose / Sit Mirror)

“คุณพ่อคุณแม่จะสอนตลอดว่าถ้าตั้งใจทำอะไรแล้วต้องทำให้สุด อย่าทำครึ่งๆ กลางๆ ท่านจะเชียร์อัปเราตลอด เรามีห้องซ้อมในบ้าน ท่านจะคอยฟังเพลงของลูกๆ ให้กำลังใจตลอด ช่วยทำการบ้านด้านแนวเพลง ให้คำแนะนำในฐานะที่เขาเป็นคนฟังดนตรี เราจึงรู้สึกว่าไม่ขาดอะไรเลย พ่อกับแม่ตามใจให้ทำในสิ่งที่เราชอบแต่ไม่เคยปล่อยปละละเลยจนเราเหลิง”

 

Overdose – Sit Mirror : เริ่มต้นวิชาความฝัน

เล่นดนตรีกันตั้งแต่เป็นเด็กชาย (ด.ช.) ตอนนี้เป็น (นาย) ไปแล้ว

จากเล่นดนตรีกับพี่น้อง ประมาณต้นปี 2559 จีนส์ ได้รับการชักชวนจากเพื่อนนักดนตรีที่รู้จักกันทาง Facebook ให้มาเล่นดนตรีด้วยกัน เกิดเป็นวงเมทัลร็อกระดับประถม ชื่อวง Overdose

จากนั้นตระเวนประกวดสั่งสมประสบการณ์ร็อกหลายเวที ซึ่งรายการสร้างชื่อก็คือ “Bao Young Blood Season 3” คลิปการแสดงสร้างกระแสฮือฮาในโลกโซเชียล กลายเป็นไวรัลทำให้จีนส์และเพื่อนๆ เริ่มมีชื่อเสียง จนได้ร่วมงานกับค่าย Rock / Metal อย่าง Banana Record มีผลงานเพลงแรกในชีวิต “วิชาความฝัน” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตในฐานะเด็กนักเรียนประถมผ่านดนตรีเมทัลที่มีความจัดจ้าน

เพลงวิชาความฝัน ได้กระแสการตอบรับเป็นอย่างดีจากชาวร็อกรุ่นพี่ ทำให้พวกเขาได้ไปออกรายการโทรทัศน์มากมาย ได้ร่วมแสดงคอนเสิร์ตในเวทีร็อก ที่น่าจดจำก็คือ คอนเสิร์ต Big Moutain Music Festival 2017, Paradise Fest 2018, What the Fest! และเล่นเป็นวงเปิดให้กับศิลปินชื่อดังอย่าง Retrospect ในคอนเสิร์ตใหญ่ และได้ไปปรากฎตัวในฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง “2215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว” ด้วย

“วันนี้วง Overdose เติบโตขึ้นอีกขั้นแล้ว เราอยู่ในฐานะศิลปินของค่าย LOMABin กับชื่อวงใหม่ Sit Mirror ซึ่งสมาชิกก็มีพี่ทองเอก (ทองเอก เพ็ชรมีค่า) เป็นนักร้องนำ มีผมเล่นตำแหน่งกลอง น้องปัน (ปัณณ์ วิชญาพร) เป็นตำแหน่งเบส และพี่จุง (ผ่านฟ้า ปาวิชัย) เป็นมือกีตาร์ ซึ่งวงเราแทบไม่ต้องทำความรู้จักกันใหม่เลย เพราะพี่จุง ปัน และผม พวกเราก็เล่นดนตรีด้วยกันมาตั้งแต่แรก ส่วนผมกับพี่ทองเอกเราก็อยู่วงดนตรีโรงเรียนด้วยกัน ทำให้พวกเราสนิทสนมกันอยู่แล้ว เชื่อว่าต่อจากนี้ก็จะเป็นก้าวที่เติบโตขึ้นของพวกเรา”

ดนตรีเมทัลร็อก ของหนุ่มหน้าป๊อปใสๆ

“เราโตมากับเพลงเมทัล เพราะพี่ชายเป็นคนดนตรีเมทัล เราฟังมาตั้งแต่จำความได้”

พอฟังแบบนี้ หลายคนอาจจะปักธงไปแล้วว่าจีนส์ คือชาวเมทัลโดยสายเลือด จีนส์ไม่ปฏิเสธ แต่เขาก็ค่อยๆ เฉลยว่า นอกจากร็อกเมทัล เขาก็ฟังดนตรีแนวอื่นๆ ที่หลากหลายและมากกว่าตอนเด็กๆ การเป็นวัยรุ่นยุคนี้ อาจจะลองหาแนวดนตรีใหม่ๆ ที่ชอบและสิ่งที่เหมาะสมและพอดีกับตัวเอง

“ผมว่าการชอบแนวเพลงของตัวเอง จะเหมือนการเปลี่ยนสีที่ชอบ แนวเพลงที่ชอบของผมจะเปลี่ยนไปตามวัย ก่อนหน้านี้เราก็ชอบเมทัลร็อก พอได้ฟังเพลงมากขึ้น หลากหลายขึ้น ช่วงนี้ก็ชอบเพลง Hip Hop อาร์ แอนด์ บี แนวดนตรีที่เราฟังก็ส่งผลต่อการฝึกซ้อมเราด้วย ก็เหมือนสีที่ชอบที่เราอาจจะมีสีที่ชอบตลอดกาลอยู่หนึ่งสี แต่จะมีสีบางสีที่เราชอบเป็นพิเศษในบางช่วง เช่น ก่อนหน้านี้ชอบสีขาว แต่ช่วงหนึ่งพอเห็นสีแดงผมก็จะชอบสีแดงมาก”

 

ประสบการณ์จากห้องซ้อมชั้น 6

หลังจากย้ายมาเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ จีนส์ก็เข้าชมรมดนตรีของโรงเรียนทันที พวกเขาเดินสายประกวดในชื่อวง Sixth Floor อยู่เรื่อยๆ และระหว่างการประกวดก็มีทั้งที่ได้รางวัลและพลาดหวังจากรางวัลเป็นธรรมดาของการแข่งขัน

“ผมประกวดมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้รู้ว่าการแข่งขันก็ต้องมีแพ้ มีชนะ ช่วงที่แพ้แรกๆ ก็เสียใจ แต่ว่าพอไม่เสียใจแล้ว ก็มานั่งคิดว่านี่ไม่ใช่ครั้งสุดท้ายในการแข่งของเรา ที่เราแพ้อาจจะเป็นเพราะว่าฝีมือยังสู้เขาไม่ได้ หรือซ้อมน้อยไป คิดว่าต้องขยันกว่านี้ เพื่อที่จะทำความฝันของเราให้สำเร็จ

“การประกวดกับการรวมวงเล่นกับเพื่อน ให้ความรู้สึกคนละแบบ ถ้าเป็นการประกวด เราได้อัปเกรดตัวเองให้เก่งขึ้นแน่ๆ เพราะว่าการประกวดแต่ละครั้งเราต้องฝึกฝนตัวเอง ฟังเพลงให้มากขึ้น ศึกษาเพลงแปลกๆ ที่แตกต่างจากที่เราฟังปกติ เราได้พัฒนาฝีมือ ต้องจริงจัง ต้องเตรียมตัว ต้องซ้อมให้แม่นในแพทเทิร์น ส่วนถ้าเล่นกับเพื่อนๆ มันฟรีสไตล์ไม่ว่าจะเป็นดนตรีสด หรือคอนเสิร์ตก็จะเป็นตัวเองได้เต็มที่ เพราะมันคือการนำแนวเพลงที่เราชอบไปเสนอให้คนอื่นได้ฟัง

“การประกวด THE POWER BAND มันมีเวลาซ้อมน้อยเราก็เลยต้องอยู่ด้วยกันแค่ 7 วัน พวกเราต้องเก็บเสื้อผ้ามานอนที่โรงเรียนตลอด 1 อาทิตย์ เรียนครึ่งวันเช้า ครึ่งหลังที่เหลือก็ซ้อมยาว ผมถือเป็นความท้าทายของพวกเรา การประกวดนี้ให้ประสบการณ์ใหม่ๆ กับตัวผมเอง ปกติเราจะทำงานกับวง 4-5 คน แต่ถ้าเป็นการประกวดเราก็ประกวดกลองคนเดียว แต่การประกวดครั้งนี้เราเล่นกับคนมากกว่า 10 ทำให้เราได้เรียนรู้แนวดนตรีใหม่ๆ ด้วย ได้สนิทกับพี่ๆ ในโรงเรียนมากขึ้น สนุกดีครับ

“ส่วนถ้าใครถามผมว่าคิดว่าทำไมพวกเราถึงชนะ ผมมั่นใจว่า ทุกคนมีสกิลดนตรีที่ดี ดนตรีของพวกเรามีรายละเอียดมาก และวงเราเอนเตอร์เทนสุดยอด สิ่งนี้แหละที่ผมเชื่อว่าจะทำให้วงเราชนะวงอื่นๆ ได้”

 

ความทุ่มเทของเรา มีผลกลับมาแล้ว

เมื่อยิงคำถามไปว่า ส่วนตัวจีนส์ เราแบ่งเวลาการเรียนการซ้อมยังไง ก็ได้คำตอบว่า “ผมตีกลองให้เป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวัน ทำเกือบทุกวัน ผมตีกลองมาเกือบ 12 ปีแล้ว เราอยู่กับมันได้นานเพราะเราชอบ”

ตารางของจีนส์ปกติก็ไปเรียน กลับมาจากโรงเรียนหลังทำธุระส่วนตัว กินข้าว จากนั้นก็เริ่มซ้อมประมาณ 1 ทุ่ม ทำการบ้าน แล้วก็นอน แต่สิ่งอื่นที่นอกเหนือจากการตีกลอง ก็คือชอบดูซีรีส์เกาหลี ชอบว่ายน้ำ เตะฟุตบอลกับเพื่อน ทำให้มันเป็นหนึ่งในความสุข

จีนส์ มักจะพูดอยู่ตลอดว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”

“เวลาเราท้อ เราเหนื่อย ก็ย้อนมาที่คำนี้ ผมเชื่อเสมอว่าถ้าเราพยายามไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ถ้าเราพยายามมากพอ เราก็เข้าใกล้ไอดอลเรามากขึ้น”

เป้าหมายที่ไกลที่สุดในฐานะมือกลอง ที่จีนส์หวังเอาไว้คือ อยากเป็นให้ได้เหมือนอีกหนึ่งไอดอล “ลุค ฮอลแลนด์” มือกลองแห่งวง The Word Alive วงเมทัลคอร์ที่โด่งดังและได้ไปออนทัวร์ทั่วโลก

“การชนะรุ่น Junior ของการประกวด Overdrive Drum Fact 3 และ รุ่น Open การประกวด Overdrive drum fact 4 เป็นความภูมิใจของผมมาก เพราะในฐานะมือกลองเวทีนี้เป็นอีกหนึ่งความฝันของผม และตอนนี้ก็เป็นครูสอนตีกลองด้วย ซึ่งลูกศิษย์ของผมก็ได้รับรางวัลเดียวกันกับที่จีนส์เคยชนะมาในรุ่น Junior ด้วย เป็นช่วงที่ผมประทับใจและภูมิใจในตัวเองเยอะเหมือนกัน

ส่วนเป้าหมายในเส้นทางดนตรี ผมอยากเป็นศิลปินที่ไปให้ได้ไกลที่สุด เพราะว่าผมเอาจริงเอาจังกับเส้นทางนี้แล้ว ถ้าตัดทุกอย่างออกไป ผมก็อยากเป็นนักดนตรี แต่ถ้าคิดเผื่อว่าด้วยยุคสมัยนี้ เราจะเก่งสายเดียวก็ไม่ได้ ต้องทำอะไรได้หลายๆ อย่าง เราจะได้มีทางเลือกในชีวิตที่มากขึ้น ผมอาจจะไม่เรียนดนตรี แต่เลือกเข้าคณะอื่นสำหรับอาชีพในอนาคตก็ได้ แต่ตอนนี้เราก็เพิ่งจะอายุ 15 ยังมีเวลาหาคำตอบให้กับตัวเองอีกประมาณหนึ่ง อาจจะค่อยๆ ให้เวลากับตัวเองในการหาคำตอบ

 

  • แต่คำตอบที่ไม่ต้องหาแล้วตอนนี้คือ การแสดงสุดประทับใจของวง Sixth Floor ได้ที่

 

  • ติดตามผลงานของจีนส์ ในฐานะศิลปินวง Sit Mirrorได้ที่

Facebook: Sit Mirror

  • ชมผลงาน Cover กลองของจีนส์ ที่อัด ตัดต่อ และโพสต์เองกับมือที่

YouTube: Gene Sitmirror

 

มิวสิกวิดีโอ วิชาความฝัน – Overdose

Author

กองทรัพย์ ชาตินาเสียว

Author

อดีตนักข่าวหนังสือพิมพ์ ที่ชอบบันทึกเรื่องราวระหว่างทางด้วยการเขียน แสงอาทิตย์ ต้นไม้ ลำธาร คือจักรวาลความสุข ปัจจุบันยังสนุกกับการค้นหาจักรวาลใหม่ๆ ในฐานะนักเขียนอิสระ